วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘SCC’ ตั้งเป้าไตรมาส 2 ผลงานเด่น งัดแผนกลยุทธ์รับมือวิกฤตพลังงาน

‘SCC’ ตั้งเป้าไตรมาส 2 ผลงานเด่น งัดแผนกลยุทธ์รับมือวิกฤตพลังงาน

“ปูนซีเมนต์ไทย” ตั้งเป้าไตรมาส 2 ปี 2569 ผลประกอบการออกมาดี แย้มต้องใช้ความระมัดระวังมาก เหตุสถานการณ์ยังมีความผันผวนสูง งัดแผนรับมือวิกฤติพลังงานจาก “สงคราม” และ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ส่วนแผนการศึกษาการร่วมทุนกับ “PTTGC” คาดใช้เวลา 5 เดือน พร้อมหาจังหวะเดินเครื่องโรงงาน ROC เมื่อฟีดสต็อกพร้อม

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า บริษัทมีมุมมองเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2569 หลังรายงานผลประกอบการในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ออกมาเป็นที่น่าพอใจและเติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยกลยุทธ์สำคัญคือ การบริหารจัดการธุรกิจปิโตรเคมี ผ่านการเร่งหาวัตถุดิบหลักเข้ามาทดแทนส่วนที่หายไปจากผลกระทบของสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ 

ทั้งนี้ ธุรกิจปิโตรเคมีพึ่งพาการนำเข้าแนฟทาผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 50% ของความต้องการทั้งหมด ขณะที่ได้มาจากแหล่งที่ไม่ผ่านฮอร์มุซเพียง 20% เท่านั้น โดยส่วนที่เหลือมาจากแหล่งในประเทศ

ดังนั้น การที่เรือขนส่งแนฟทาไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ชั่วคราว จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนฟีดสต็อกเกิดขึ้นไม่เพียงแต่ SCGC แต่ในตลาดปิโตรเคมีทั่วโลก เนื่องจากซัพพลายโดยรวมหายไปกว่า 46 ล้านตัน

สำหรับกลยุทธ์ในระยะสั้น บริษัทได้จัดตั้งทีมแก้ปัญหารายวัน หรือ เดลีวอร์รูมในการทำแผนจัดหาวัตถุดิบ ดูแลลูกค้า และปรับแผนการผลิตให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อรับมือราคาน้ำมันดิบและแนฟทาผันผวนรุนแรง

โดยการจัดตั้งวอร์รูมมีความจำเป็น เพราะนับตั้งแต่มีความขัดแย้งราคาแนฟทาปรับเพิ่มขึ้นจาก 720 ดอลลาร์ต่อตันในช่วงไตรมาส1ขึ้นไปแตะระดับ 1,050 ดอลลาร์ต่อตันในเดือนเม.ย. ทำให้การบริหารจัดการสต็อกทำได้ยากขึ้น หากเข้าซื้อผิดจังหวะอาจส่งผลเสียต่อผลประกอบการ

อีกทั้ง ยังได้ปรับปริมาณการผลิตมาเน้นในส่วนของสินค้ามูลค่าสูง (HVA) มากขึ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้าสำคัญเนื่องจากสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่หาทดแทนได้ยาก ในขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์มองว่าลูกค้าสามารถหาทดแทนจากแหล่งอื่นได้ ขณะเดียวกันบริษัทยังเร่งเดินหน้าโครงการประหยัดพลังงาน เพื่อลดผลกระทบของต้นทุนน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้น อย่างการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวีในการขนส่งซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ผ่านการตัดสินใจหยุดโรงงานระยองโอเลฟินส์หรือ ROC ในช่วงต้นของสงครามเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง แต่ในปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณากลับมาเดินหน้าต่ออีกครั้งหากสามารถหาฟีดสต็อกได้อย่างเพียงพอ

รวมทั้งจะใช้ประโยชน์จากการหยุดโรงงาน LSP ในเวียดนาม เพื่อเร่งปรับปรุงโรงงานให้สามารถใช้อีเทนเป็นวัตถุดิบได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมาร์จิน จากราคาอีเทนไม่ได้ผันผวนตามราคาน้ำมันดิบเหมือนแนฟทา โดยตั้งเป้าให้เสร็จภายครึ่งหลังปี 2570

‘SCC’ ตั้งเป้าไตรมาส 2 ผลงานเด่น งัดแผนกลยุทธ์รับมือวิกฤตพลังงาน

นอกเหนือจากแผนการปรับปรุงโรงงาน LSP แล้ว บริษัทยังมีแผนการศึกษาการร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยระหว่างบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC คาดใช้เวลา 5 เดือน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดตั้งทีมศึกษาในรายละเอียด

พร้อมยืนยันบริษัทแม่ทั้ง 2 บริษัท (SCGC และ PTTGC) ยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่นำเอาสินทรัพย์ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์มาร่วมกันและสร้างบริษัท JV ใหม่ อย่างไรก็ตามหากสามารถร่วมกันได้เชื่อว่าจะทำให้เกิดแวลูและสามารถแข่งขันในระดับโลก-ภูมิภาคได้อย่างสบาย และเสริมแกร่งทั้งต้นน้ำและปลายน้ำเพื่อให้สามารถรับมือกับวิกฤติในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับธุรกิจปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง มีแผนขยายผลิตภัณฑ์ปูนคาร์บอนต่ำไปยังตลาดอาเซียนโดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซีย เพื่อสร้างกำไรและตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ คาดจะเติบโตตามการแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตเข้ามาอยู่ในอาเซียนมากขึ้น ทำให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่เตรียมงบลงทุนปีนี้ที่ 30,000 ล้านบาท โดยไตรมาส 1 ปี 2569 ใช้เงินลงทุนไปแล้วราว 5,482 ล้านบาท ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง แม้บริษัทยังเติบโต แต่ต้องใช้เงินในการลงทุนด้วยความระมัดระวังและเน้นลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนที่เร็ว รวมถึงสอดรับกับแผนที่บริษัทจะเดินไป