"หุ้นไทย" วันนี้ (13 พ.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,514.35 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 30.79 จุด หรือ 2.08% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากการปรับน้ำหนักในดัชนี MSCI ซึ่งมีส่วนผลักดันหุ้นกลุ่มบิ๊กแคปนำโดย DELTA-ADVANC-TRUE ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐออกมาสูงกว่าตลาดคาด แต่ได้ปัจจัยบวกทรัมป์พบสีจิ้นผิงเป็นแรงหนุนตลาดสหรัฐกลับขึ้นมาได้
"ตลาดหุ้นไทย" เช้านี้ (13 พ.ค. 2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,514.35 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 30.79 จุด หรือ 2.08% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,521.02 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,493.28 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 42,686.70 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- DELTA ราคาปิด 327.00 บาท เพิ่มขึ้น 27.00 บาท หรือ 9.00% มูลค่าซื้อขาย 8,689.26 ล้านบาท
- TRUE ราคาปิด 14.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท หรือ 2.84% มูลค่าซื้อขาย 5,080.21 ล้านบาท
- ADVANC ราคาปิด 358.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท หรือ 1.70% มูลค่าซื้อขาย 2,911.37 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 33.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.76% มูลค่าซื้อขาย 1,637.19 ล้านบาท
- GULF ราคาปิด 59.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.42% มูลค่าซื้อขาย 1,431.73 ล้านบาท
นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวในทางบวกจากหุ้นบิ๊กแคป DELTA-ADVANC-TRUE เป็นหลัก โดย DELTA เพียงตัวเดียวมีส่วนผลักดันดัชนีกว่า 27 จุด
สาเหตุมาจากการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI จากเดิมที่คาดว่าจะมีแรงขายออกมาจากการปรับเกณฑ์ Freefloat แต่กลับมีการปรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นตาม Marketcap ซึ่งสอดคล้องราคาหุ้น DELTA ที่เพิ่มขึ้นมาในช่วงก่อนหน้า จึงมีแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามาในวันนี้
ปัจจัยต่างประเทศ การประกาศตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐออกมาที่ 3.8% มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.7% ส่งผลต่อหุ้นสหรัฐในกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม มีแรงซื้อดึงดัชนีกลับขึ้นมา เนื่องจากนักลงทุนหันไปเก็งกำไรในการพบกันของประธานาธิบดีทรัมป์และสีจิ้นผิง ว่าอาจมีข้อตกลงทางการค้าที่จะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มเทคโนโลยี
ขณะที่ช่วงบ่ายวันนี้ (13 พ.ค.) คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,500 จุด แนวต้าน 1,520 จุด โดยปัจจัยที่ต้องจับตามองในระยะข้างหน้าคือเรื่องเงินเฟ้อว่าเฟดจะมีทิศทางต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างไร หากมีการส่งสัญญาณถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เร็วกว่าคาดอาจเป็นแรงกดดันต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยง
กลยุทธ์การลงทุน มองข้ามเรื่องการประกาศงบไตรมาส 1 และเน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมาแรง โดยเน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐอย่างกลุ่มนิคมฯ เช่น WHA และ WHAUP รับเหมาอย่าง CK และ STECON รวมถึงพลังงานสะอาดอย่าง GUNKUL

