บล.พายเผย เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนเมษายนขยายตัว 3.8% YoY ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้เกิดความกังวลและแรงกดดันต่อทิศทางดอกเบี้ย ตลาดเริ่มมองถึงโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจขึ้นดอกเบี้ย และปิดโอกาสการลดดอกเบี้ย ซึ่งอาจจำกัดการปรับขึ้น (Upside) ของตลาดหุ้น หากกระแสการขึ้นดอกเบี้ยมีมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยกดดันให้ตลาดหุ้นเกิดการปรับฐานได้ แนะเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน โดยแนะให้เพิ่มการถือครองเงินสด และรอจังหวะเข้าลงทุน
KEY POINTS
- เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนเมษายนขยายตัว 3.8% YoY ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้เกิดความกังวลและแรงกดดันต่อทิศทางดอกเบี้ย
- ตลาดเริ่มมองถึงโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจขึ้นดอกเบี้ย และปิดโอกาสการลดดอกเบี้ย ซึ่งอาจจำกัดการปรับขึ้น (Upside) ของตลาดหุ้น
- หากกระแสการขึ้นดอกเบี้ยมีมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยกดดันให้ตลาดหุ้นเกิดการปรับฐานได้
- โบรกเกอร์แนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน โดยแนะให้เพิ่มการถือครองเงินสด และรอจังหวะเข้าลงทุน
- ประเมินกรอบดัชนี SET INDEX วันนี้ที่ 1470–1490 จุด โดยกลุ่มเทคโนโลยี (TECH) อาจเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องดอกเบี้ย
หุ้นไทยวันนี้ 13 พ.ค.69 บล.พาย เปิดเผยว่า DJIA เมื่อคืนปิดบวก 56 จุด (+0.1%) ส่วนดัชนี S&P500 Nasdaq ปิดในแดนลบจากเงินเฟ้อสหรัฐฯสูงกว่าคาดกดดันทิศทางดอกเบี้ย ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 3.5% ทดสอบ ระดับ 107.77 ดอลลาร์ / บาร์เรล นักลงทุนรอติดตามการเจรจา ระหว่างสหรัฐกับจีน
ปัจจัยต่างประเทศ
ปัจจัยต่างประเทศ
US รายงานเงินเฟ้อ เม.ย. พบว่าขยายตัว 3.8%YoY มากกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 3.7%YoY แรงหนุนหลักมาจากราคาพลังงาน (+18%YOY) น้ำมันเบนซิน (+29%YoY) กดดันให้ US Bond Yield ขยับขึ้นต่อเนื่อง บ่งบอกถึงความกังวลเงินเฟ้อและเป็นผลให้ CME FED Watch เริ่มมองถึงโอกาสขึ้นดอกเบี้ยพร้อมปิดโอกาสลดดอกเบี้ย หากราคาน้ำมันดิบอยู่ระดับ 100 ดอลลาร์ / บาร์เรล ก็เป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะค้างระดับสูงกว่าเป้าหมาย FED เป็นปัจจัยที่ตลาดหุ้นอาจเผชิญ Upside จำกัดและหากกระแสขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นเรื่อยๆอาจกดดันให้ปรับฐาน คืนนี้ติดตามดัชนี PPI Consensus คาดหมายไว้ที่ 0.5%MoM หากมากกว่าคาดจะยิ่งกดดันตลาด
ปัจจัยในประเทศ
เน้นที่ผลประกอบการเป็นหลักท่ามกลางภาพใหญ่ที่ยังไร้ปัจจัยพร้อมมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ระดับสูงมีผลต่อการบริโภคและความสามารถในการทำกำไร วานนี้หุ้นที่รายงานผลประกอบการเด่นได้แก่ COM7
วันนี้ประเมิน SET INDEX กรอบ 1470–1490 อาจมีแรงกดดันจากกลุ่ม TECH เพราะความกังวลทิศทางดอกเบี้ยผสานกับก่อนหน้าปรับขึ้นมาต่อเนื่องแต่น้ำมันที่ขยับขึ้นจะหนุนกลุ่มพลังงาน
กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น เน้นเกาะไปกับหุ้นงบดีรวมถึงกลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมี (PTTEP PTTGC PTT) กลุ่มธนาคาร (BBL KBANK KTB SCB) พร้อมแนะควรเพิ่มการถือครองเงินสดมากขึ้นและรอจังหวะตั้งรับกลุ่ม Anti Oil กรณีน้ำมันเห็นการปรับฐานแรง
TOP PICK :
KBANK : ราคาเป้าหมาย 212 บาท
ผลการดำเนินงานใน 1Q26 กำไรสุทธิออกมาแข็งแกร่งที่ 14.7 พันล้านบาท (+6% YoY, +43% QoQ)
GLOBAL : ราคาเป้าหมาย 7.90 บาท
กำไรปกติปี 2026 ที่ 2.5 พันล้านบาท (+18%YoY) หนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นตามมาการเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้า House brands





