จากการรายงานผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ณ วันที่ 6 พ.ค.2569 พบว่า บริษัท กัลฟ์ โฮลดิ้งส์ประเทศไทย จำกัด เข้าถือหุ้นใหญ่ในระดับที่ 16 จำนวนหุ้น 39,334,400 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.69% หรือคิดเป็นมูลค่า 834 ล้านบาท
ทั้งนี้ ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมที่ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรม ซึ่งรวมถึงโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขาย โครงการพักผ่อนแบบปันส่วนเวลา และให้เช่าศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบันเทิงและธุรกิจจัดจำหน่าย
โดยมีมาร์เก็ตแคป ณ วันที่ 11 พ.ค.2569 ที่ 119,636.51 ล้านบาท ราคาสูงสุด ต่ำสุดที่ 27.00 / 19.60 บาท ราคาตั้งแต่ต้นปี 2569 ที่ -13.17% P/E ที่ 13.17 เท่า
ปี 2568 มีการจ่ายปันผลทั้งสิ้น 2 ครั้ง รวม 0.70 บาท ซึ่งมีการขึ้นเครื่องหมาย XD แล้วเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 จำนวน 0.40 บาท จ่ายปันผลในวันที่ 22 พ.ค.2569
บล.พาย เปิดเผยว่า หุ้น MINT คาดกำไรปกติไตรมาส 1/2569 ที่ 155 ล้านบาท อ่อนแอ 96% QoQ ตามปัจจัยฤดูกาลแต่เติบโตดี 211%YoY จากฐานกำไรที่ต่ำเพียง 50 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 โดยแรงหนุนมาจากการเติบโตของรายได้และภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงธุรกิจโรงแรมคาดรายได้ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท (-14% QoQ, +6% YoY) อิงคาดการณ์ RevPar เฉลี่ยกลุ่มโรงแรมที่บริหารเอง 3.8 พันบาท/คืน (-10% QoQ, +10% YoY) เติบโตเด่นหนุนจากค่าเงินบาท/ยูโรที่อ่อนค่า แต่หากไม่รวมผลกระทบค่าเงิน RevParในสกุลเงินหลักของตลาดต่างประเทศยังเติบโตดียุโรป +7% YoY, มัลดีฟส์ +9% YoY ขณะที่ตลาดไทย +15% YoY
สำหรับธุรกิจร้านอาหารคาดรายได้ที่ 7.6 พันล้านบาท (-3% QoQ, +1%YoY) ยอดขายเติบโตเล็กน้อย YoY ตามการขยายสาขาเพราะหากอิง SSSG เฉลี่ยทั้งกลุ่มคาดลดลง 0.8%YoY ธุรกิจในไทยทรงตัวYoY, จีน +9% YoY และออสเตรเลีย-1% YoY ด้านต้นทุนเราคาด EBITDA Margin ที่ 18.9% (-515bps QoQ, -56bps YoY) ลดลง YoY สวนทางกับรายได้เพราะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของทั้งธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ต้นทุนการเงินคาดที่ 2.3พันลบ. ลดลงทั้ง QoQ และ YoY จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยเฉพาะในสกุลEUR, THB(54%,38% ของ IBD)
นอกจากนี้ หากกำไรไตรมาส 1/2569 ออกมาตามคาดจะคิดเป็นเพียง 1% ของคาดการณ์ทั้งปีที่ระดับ 1.0 หมื่นล้านบาท แต่โดยปกติไตรมาส 1 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีตามปัจจัยด้านฤดูกาล ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2-ไตรมาส 4/2569 คาดกำไรปกติระดับสูง +/-3.0 พันล้าบาท ทั้งนี้เพื่อจำกัด Downside Risk เราปรับลดคาดการณ์กำไรปกติปี 2569-2570 ลงปีละ 4-5% เป็นคาดที่ 1.0 หมื่นล้านบาท (+4% YoY) และ 1.1 หมื่นล้านบาท (+11% YoY) ตามลำดับ จากการปรับสมมติฐานหลักดังนี้
1.ปรับลด RevPar เฉลี่ยทั้งกลุ่มลงปี 2% แต่ยังคงเป้าหมายSSSG +1.5% YoY ทำให้คาดการณ์รายได้ปี 2569 ของเราเติบโตเพียง 3% YoY ต่ำกว่าเป้าหมายล่าสุดของบริษัทที่ +6-8% YoY และ
2.ปรับลดสมมติฐาน GPM เฉลี่ยทั้งกลุ่มลง 40-50bps ต่อปีสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลของการปรับประมาณการ ทำให้เราปรับราคาเหมาะสมลงเป็น 30.50 บาท (อิง EV/EBITDA Multiple เดิมที่ 6x เทียบเท่า-1.0SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีปกติ) เชิงพื้นฐานเราคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้นซื้อขายบน Valuation ที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับกลุ่ม แต่ด้วยแนวโน้มงบระยะสั้นที่ไม่เด่นมากนักไตรมาส 1/2569 เติบโตเด่นเพราะฐานต่ำการเติบโต YoY ในไตรมาส 2/2569 ค่อนข้างท้าทาย เชิงกลยุทธ์จึงแนะนำ Wait & See คาดหุ้นจะกลับมาน่าสนใจมากขึ้นเมื่อ
1.ความตึงเครียดบริเวณตะวันออกกลางคลี่คลายนักท่องเที่ยวกลุ่ม Long Haul กลับมาเดินทาง และ
2.ความคืบหน้าการปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์จากการจัดตั้งกอง REIT คาดเห็นรายละเอียดในช่วงไตรมาส 3/2569

