วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” เช้านี้ (12 พ.ค. 2569) ปิดลบ 0.52 จุด พักฐานรอประกาศตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ-MSCI รีบาลานซ์

“หุ้นไทย” เช้านี้ (12 พ.ค. 2569) ปิดลบ 0.52 จุด พักฐานรอประกาศตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ-MSCI รีบาลานซ์

"หุ้นไทย" เช้านี้ (12 พ.ค. 2569) ปิดตลาดช่วงเช้าอยู่ที่ 1,488.77 จุด โดยปรับตัวลดลง 0.52 จุด หรือคิดเป็น 0.03% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากแรงกดดันจากความไม่แน่นอนเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ ฝั่งนักลงทุนจับตาการประกาศรายชื่อหุ้นเข้า-ออกดัชนี MSCI โดยคาดว่าอาจมีแรงขายเพื่อปรับพอร์ต

"ตลาดหุ้นไทย" เช้านี้ (12 พ.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,488.77 จุด ปรับตัวลดลง 0.52 จุด หรือคิดเป็น 0.03% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,501.35 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,487.00 จุด และมีมูลค่าซื้อขาย รวม 32,743.41 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. KTB ราคาปิด 32.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.77% มูลค่าซื้อขาย 2,823.48 ล้านบาท
     
  2. ADVANC ราคาปิด 353.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 0.86% มูลค่าซื้อขาย 2,492.53 ล้านบาท
     
  3. PTT ราคาปิด 36.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 2,419.88 ล้านบาท
     
  4. DELTA ราคาปิด 305.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 1,619.25 ล้านบาท
     
  5. GUNKUL ราคาปิด 3.34 บาท เพิ่มขึ้น 0.12 บาท หรือ 3.73% มูลค่าซื้อขาย 1,614.50 ล้านบาท

ทีมนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด หรือ ASL Research ประเมินตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงมีความเปราะบางและได้ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านที่เรียกร้องให้ยอมรับอธิปไตยเหนือช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการยกเลิกคว่ำบาตรและปลดอายัดทรัพย์สิน

ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อและกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ ขณะที่ความต้องการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงถูกกดดันจากการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐและเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น

ปัจจัยต่างประเทศ

การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดที่ 98.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent ปิดที่ 104.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และโอกาสที่อุปทานน้ำมันโลกจะตึงตัวต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานทั่วโลก

นอกจากนี้ตลาดหุ้นสหรัฐยังเคลื่อนไหวแข็งแกร่งนำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI จากผลประกอบการบริษัทใน S&P500 ที่ดีกว่าคาดถึง 83% อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงให้น้ำหนักกับตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) เดือนเม.ย.ที่จะประกาศในคืนนี้ หากออกมาสูงกว่าคาดอาจทำให้เฟดกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในปี 2570 กดดันตลาดหุ้นในระยะสั้นได้

ปัจจัยภายในประเทศ

ให้ผลน้ำหนักกับประเด็นสงครามตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 ปี 2026 รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ

ขณะที่ในช่วงกลางสัปดาห์วันที่ 13 พ.ค.นี้ จะมีการประกาศหุ้นเข้า-ออกดัชนี MSCI ซึ่งคาดว่าจะมีแรงขายปรับพอร์ตออกมาก่อน โดยเฉพาะหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ 5 บริษัทที่เสี่ยงถูกปรับลดน้ำหนัก ได้แก่ DELTA, PTTEP, GULF, TRUE และ AOT นอกจากนี้ยังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการรายงานผลการดำเนินงาน ซึ่งเริ่มมีแรงเทขายหุ้นที่ประกาศงบออกมาแล้ว โดยหุ้นที่มีผลการดำเนินงานดีกว่าคาดวานนี้ ได้แก่ CENTEL, TOP, AURA, GLOBAL, SYNEX, TCAP, ONEE และ AWC

แนวโน้มตลาดคาดว่ายังคงแกว่งตัวในกรอบ 1,470-1,500 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตาคือตัวเลข CPI สหรัฐฯ และการประกาศหุ้นเข้า-ออกดัชนี MSCI รวมถึงความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และการประชุมระหว่าง ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ในวันที่ 14-15 พ.ค.นี้ ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงในเอเชียได้หากผลการประชุมออกมาเชิงบวก

กลยุทธ์การลงทุน : แนะนำหุ้น MINT โดยให้ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ 22.00 บาท