'BANPU' เปิดกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 12 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 380 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 186% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน-การจำหน่ายสิทธิการลงทุน ช่วยชดเชยผลขาดทุนจากการดำเนินงาน ด้านธุรกิจเหมืองได้รับอานิสงส์จากราคาถ่านหินที่สูงขึ้นและกาาเพิ่มปริมาณการขาย
บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 12 ล้านดอลลาร์ (ราว 380 ล้านบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน) เพิ่มขึ้น 26 ล้านดอลลาร์หรือ 186% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรพิเศษและราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น
แม้ในไตรมาสนี้บริษัทฯ จะมี ผลขาดทุนจากการดำเนินงาน (Operating Loss) จำนวน 53 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,675 ล้านบาท) แต่รับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 136 ล้านดอลลาร์ ตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์
นอกจากนี้ ยังรับรู้กำไรจากการจำหน่ายสิทธิการลงทุน (Membership Interests) ใน BKV-BPP Power หรือ BKV-BPP กว่า 25% ของ Banpu Power US Corporation หรือ BPPUS ให้แก่ BKV Corporation หรือ BKV รวมถึงกำไรจากการบริหารจัดการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Deferred Tax) จากผลขาดทุนสะสมในอดีต ช่วยหนุนในส่วนของกำไรสุทธิ
ควบคู่ไปกับธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่ 79 ล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากสภาพอากาศหนาวจัดในช่วงต้นปีส่งผลให้ทั้งราคาและปริมาณความต้องการใช้ก๊าซเพิ่มสูงขึ้น ส่วนธุรกิจไฟฟ้า มี EBITDA 70 ล้านดอลลาร์ จากความต้องการใช้ไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าก๊าซฯ และผลงานที่ดีของโรงไฟฟ้าในจีน สวนทางธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ยังมี EBITDA ติดลบที่ 25 ล้านดอลลาร์
ภาพรวมผลการดำเนินงานของ BANPU ในไตรมาส 1 ปี 2569 ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ 4 เสาหลัก โดยมี รายได้รวมอยู่ที่ 1,340 ล้านดอลลาร์ (ราว 42,350 ล้านบาท) เติบโต 4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากปัจจัยดังนี้
- ธุรกิจเหมืองยุคใหม่ สร้างรายได้หลักกว่า 689 ล้านดอลลาร์ หรือ 52% ของรายได้รวม แม้จะมียอดขายลดลงจากปัจจัยสภาพอากาศในอินโดนีเซียและการปรับปรุงเหมืองในออสเตรเลีย แต่ได้รับอานิสงส์จากราคาขายเฉลี่ย (ASP) ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังบางประเทศเพิ่มการใช้ถ่านหินแทนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- ธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ มีรายได้ 321 ล้านดอลลาร์ ทำผลงานได้ดีจากสภาพอากาศหนาวจัดที่ดันความต้องการใช้และราคาขายเฉลี่ยในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น 20% เทียบกับไตรมาสก่อน ควบคู่ไปกับความสำเร็จในการขยายพอร์ตผ่านการเข้าซื้อสิทธิการลงทุนใน BKV-BPP และความคืบหน้าของโครงการกักเก็บคาร์บอน (CCUS)
- ธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง มีรายได้ 313 ล้านดอลลาร์ หลังปรับโครงสร้างโดยรวมธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เข้ามาไว้ในกลุ่มนี้ โดยในไตรมาสนี้ได้รับปัจจัยบวกจากโรงไฟฟ้าในจีนที่มีกำไรดีขึ้นตามต้นทุนถ่านหินต่อหน่วยที่ลดลง สวนทางกับกลุ่มพลังงานหมุนเวียนในบางประเทศที่เผชิญสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย
- ธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต มีรายได้ 17 ล้านดอลลาร์ ถึงแม้จะมีสัดส่วนรายได้เพียง 1% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายได้จากธุรกิจผลิตและติดตั้งระบบแบตเตอรี่ในประเทศสิงคโปร์ แต่เป็นฐานรากที่สำคัญในการต่อยอดธุรกิจแบตเตอรี่เพื่อพัฒนาโซลูชันใหม่ในการแปลงรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV Conversion)

