ความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้ (11 พ.ค.2569) ปิดตลาดร่วง 11.07 จุด มาอยู่ที่ 1,489.29 จุด หรือ 0.74% มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 61,489.40 ล้านบาท โดยพบว่านักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,965.12 ล้านบาท
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเดือนพ.ค. นี้ ยัง “ไม่ปกติ” หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านและสหรัฐที่ทวีความตึงเครียดขึ้น ล่าสุด หลังการปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกดีดตัวสูงขึ้นทันที 4-5% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ปัจจัยเหล่านี้ไม่สามารถประเมินได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานหรือกราฟทางเทคนิค แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจระดับผู้นำ ซึ่งอาจพลิกผันได้ตลอดเวลา แม้จะมีการประชุมระดับมหาอำนาจในช่วงวันที่ 14-15 พ.ค.ที่กำลังจะถึงนี้ แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียงการรักษาช่องทางการสื่อสาร เพื่อไม่ให้วิกฤติบานปลายมากกว่าการหาข้อตกลงที่จับต้องได้ในประเด็นอ่อนไหวอย่างไต้หวัน หรือสงครามการค้า
โดยมองความไม่แน่นอนทำให้การคาดการณ์ตลาดทุนระยะข้างหน้าทำได้ยาก และสามารถพลิกผันได้ตลอด หากสหรัฐพยายามปิดภารกิจ (Finish the job) เพื่อไม่ให้ยืดเยื้อ โดยมีทางเลือกคืออิหร่านยอมทำตามสัญญาหรือการเผชิญหน้าอย่างรุนแรง ซึ่งตลาดหุ้นในเดือนพ.ค.นี้ คงจะผันผวนตามข่าวสถานการณ์ในอิหร่าน หากสถานการณ์ไม่จบโดยเร็วจะกระทบต่อการลงทุน มองว่าภาวะ Sell in May คงเกิดขึ้นได้
ทั้งนี้ เฟทโก้ยังคงเดินหน้าสนับสนุนตลาดทุนไทย เตรียมชุดมาตรการที่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และผลักดันโครงการ TISA ออกมา รวมถึงผลักดันโครงการ BOI to IPO ให้เกิดขึ้น ซึ่งจะมีการนำเรื่องเสนอต่อรัฐบาลอีกครั้ง คาดในช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังมีความเกี่ยวข้องกับทิศทางเศรษฐกิจไทย ซึ่งยังต้องติดตามการที่รัฐบาลจะกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ จะสามารถสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร รวมทั้งสามารถที่จะสร้างการเติบโตในระยะยาวให้กับประเทศไทยได้อย่างไร ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทยในระยะข้างหน้า แต่ถือปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยที่ปรับเพิ่มขึ้นกลับมายืนในระดับ 1,500 จุด ถือว่าเป็นการกลับมายืนได้ที่มีฐานค่อนข้างแน่น
สำหรับแนวทางการลงทุน ท่ามกลางมรสุมแนะนำให้ผู้ลงทุนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเปรียบเทียบกับแนวทางของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เลือกจะถือเงินสดและรอจังหวะที่ปลอดภัยมากกว่าการฝืนกระแสในช่วงที่ตลาดผันผวน อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงโดดเด่นและเป็นทางรอด เช่น หุ้นในกลุ่ม AI ยังคงเป็นกระแสที่จับต้องได้จริง โดยเห็นได้จากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เติบโตเกินคาดถึง 80 เท่า นำมาซึ่งความต้องการลงทุนใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมหาศาล
“ในเดือนพ.ค.นี้ เป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด นักลงทุนควรเน้น “ถนอมตัว” และรักษาเงินต้นหากมีกำไรจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ทองคำหรือหุ้นเทคโนโลยี ควรพิจารณาขายคืนเงินต้นและถือต่อเฉพาะส่วนที่เป็นกำไร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับมรสุม ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ”
ทั้งนี้ หลังจากภาพรวมตลาดทุนไทยฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพ ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนขยับสูงขึ้นรับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและยอด BOI พุ่ง ตลาดหุ้นไทยมีสัญญาณบวกในช่วงเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ขยายตัวได้ราว 3% ถือว่าทำผลงานได้ดีเป็นอันดับ 3 ของโลกในกลุ่มตลาดหุ้นสำคัญรองจากกลุ่มน้ำมัน เกาหลีใต้ และไต้หวันเท่านั้น
แม้ตลาดจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติความขัดแย้งระหว่างอิหร่านจนเกิดปรากฏการณ์ Circuit Breaker ที่ทำให้ดัชนีดิ่งลงกว่า 100 จุดในวันเดียว แต่ปัจจุบันดัชนีสามารถกลับมายืนเหนือระดับ 1,500 จุดได้อย่างมั่นคง
ขณะที่ มองการปรับตัวขึ้นในรอบนี้มีฐานที่แน่นกว่าช่วงที่พุ่งทะลุ 1,530 จุดอย่างรวดเร็วในอดีต เนื่องจากเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและสอดรับกับปัจจัยพื้นฐานที่เริ่มนิ่งขึ้นหลังสถานการณ์ความตึงเครียดในต่างประเทศเริ่มมีสัญญาณการเจรจาหยุดยิง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” แต่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นจนใกล้เข้าสู่ช่วง “ด้านสูง”

