วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยปิดเย็นร่วง 11.07 จุด โบรกเผยตลาดพักฐานหลังไร้ปัจจัยใหม่ กังวลตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อกดดัน

หุ้นไทยปิดเย็นร่วง 11.07 จุด โบรกเผยตลาดพักฐานหลังไร้ปัจจัยใหม่  กังวลตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อกดดัน

ความเคลื่อนไหว "ตลาดหุ้นไทย" วันนี้ (11 พ.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,489.29 จุด ปรับตัวลดลง 11.07 จุด หรือคิดเป็น 0.74% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,509.86 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,483.95 จุด และมีมูลค่าซื้อขาย รวม 61,489.40 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ 11 พ.ค. 69 ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. KBANK ราคาปิด 197.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.03% มูลค่าซื้อขาย 4,310 ล้านบาท
  2. GULF ราคาปิด 58.75 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 2.08% มูลค่าซื้อขาย 4,165 ล้านบาท
  3. DELTA ราคาปิด 305.00 บาท ลดลง 6.00 บาท หรือ 1.93% มูลค่าซื้อขาย 3,800 ล้านบาท
  4. KTB ราคาปิด 32.50 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.76% มูลค่าซื้อขาย 3,769 ล้านบาท
  5. PTT ราคาปิด 36.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าซื้อขาย 3,746 ล้านบาท

หุ้นไทยปิดเย็นร่วง 11.07 จุด โบรกเผยตลาดพักฐานหลังไร้ปัจจัยใหม่  กังวลตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อกดดัน

วทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยวันนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงพักฐาน หลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า โดยบรรยากาศการลงทุนกลับมาอึมครึมอีกครั้ง เนื่องจากยังขาดปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุนตลาด ขณะเดียวกันยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ รวมถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ยังไม่โดดเด่นมากนัก

โดยปัจจัยต่างประเทศยังเป็นแรงกดดันสำคัญ หลังสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ภายหลังมีรายงานว่าอิหร่านได้ยื่นข้อเสนอให้กับสหรัฐฯ แต่ถูก โดนัล ทรัมป์ ปฏิเสธ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 2-3% และกลายเป็นปัจจัยลบต่อภาพรวมตลาดหุ้น

ทั้งนี้ในส่วนของหุ้นรายตัว เริ่มเห็นแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มที่เป็นผู้นำตลาดในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ เช่น DELTA และ ADVANC แม้ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมามาก ทำให้นักลงทุนเลือกขายเพื่อลดความเสี่ยง

นอกจากนี้ มองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยบริเวณ 1,500 จุด เริ่มมีความตึงตัวในเชิงมูลค่า หรือ Valuation โดยมีค่า P/E อยู่ที่ประมาณ 16 เท่า ทำให้โอกาสปรับตัวขึ้นต่อเริ่มจำกัดมากขึ้น

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนไทย ภาพรวมยังไม่สร้างความประทับใจ เนื่องจากการเติบโตของกำไรส่วนใหญ่มาจากการลดต้นทุนหรือกำไรพิเศษ มากกว่าการเติบโตจากรายได้หลักของธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ตลาดยังมีความกังวลต่อความเสี่ยงภาวะ Stagflation หลังจากที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อไทยอาจพุ่งสูงถึง 5% ในขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตเพียงระดับ 1% กว่า ๆ เท่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงภาวะที่ค่าครองชีพและต้นทุนเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ประชาชน และอาจส่งผลลบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น พร้อมถือเงินสดในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ตลาดต้องติดตามต่อจากนี้ ได้แก่ การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในวันพรุ่งนี้ รวมถึงการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนในช่วงถัดไป