โบรกเผย สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ตลาดน้ำมันเกิดภาวะตึงตัว และเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงราคาน้ำมันและผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี ส่งผลให้หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี 8 บริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีหุ้น IRPC และ IVL เป็นผู้นำการปรับตัวขึ้น โดย IRPC บวก 4.04% และ IVL บวก 3.33%
KEY POINTS
- สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ตลาดน้ำมันเกิดภาวะตึงตัว และเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงราคาน้ำมันและผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี
- ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี 8 บริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีหุ้น IRPC และ IVL เป็นผู้นำการปรับตัวขึ้น โดย IRPC บวก 4.04% และ IVL บวก 3.33%
- นักวิเคราะห์ระบุว่ากลุ่มดังกล่าวยังคงได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้ส่วนต่างราคา (Spread) ของปิโตรเคมีและค่าการกลั่นยังคงอยู่ในระดับสูง
- แม้ค่าการกลั่นอาจอ่อนตัวลงบ้าง แต่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตยังถือว่าอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะเป็นแรงหนุนต่อกำไรในไตรมาสที่ 2/2569
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 11 พ.ค.2569 เวลา 10.00 น.หุ้นกลุ่มปิโตรเคมี และโรงกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดย
หุ้น IRPC บวก 4.04% เพิ่มขึ้น 0.08 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.06 บาท
หุ้น IVL บวก 3.33% เพิ่มขึ้น 0.80 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 24.80 บาท
หุ้น TOP บวก 3.17% เพิ่มขึ้น 1.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 48.75 บาท
หุ้น PTTGC บวก 2.58% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 39.75 บาท
หุ้น PTTEP บวก 2.36% เพิ่มขึ้น 3.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 152.00 บาท
หุ้น BCP บวก 1.42% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 35.75 บาท
หุ้น SPRC บวก 1.41% เพิ่มขึ้น 0.10 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 7.20 บาท
หุ้น PTT บวก 0.68% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 37.00 บาท
สุพพตา ศรีสุข นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมของกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากก่อนหน้านี้ โดยยังคงได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้ส่วนต่างราคา หรือ Spread ของปิโตรเคมีและค่าการกลั่น ยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
นอกจากนี้แม้ว่าค่าการกลั่นอาจมีการอ่อนตัวลงบ้างเมื่อเทียบกับช่วงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากก่อนหน้านี้ แต่ทว่าหากพิจารณาเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่สูง ซึ่งจะเป็นแรงหนุนต่อโมเมนตัมกำไรในช่วงไตรมาสที่ 2/2569
อย่างไรก็ตาม กลุ่มโรงกลั่นในประเทศไทยค่าการกลั่นที่เกิดขึ้นจริงอาจไม่ได้สูงเท่ากับตัวเลขที่ปรากฏในรายงานสาธารณะ เนื่องจากมีปัจจัยกดดันจากการถูกควบคุมราคาดีเซลภายในประเทศ รวมถึงภาระเรื่องพรีเมียมน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจ
สำหรับปัจจัยเสี่ยงและสถานการณ์โลกที่ต้องติดตาม ในส่วนของปัจจัยหนุนด้านราคาที่สำคัญในระยะนี้ จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และข้อเสนอต่าง ๆ ของอิหร่าน ซึ่งหากความตึงเครียดยังคงดำเนินต่อไป และช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิดทำการตามปกติ จะส่งผลให้ตลาดน้ำมันเกิดภาวะตึงตัว และเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงราคาน้ำมันและผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ หุ้น TOP เช้านี้มีการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ซึ่งถือว่ากำไรออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์และตลาดคาดการณ์ไว้ โดยปัจจัยหลักมาจากกำไรจากรายการพิเศษที่สูงกว่าคาด ในขณะที่กำไรจากการดำเนินงานหลักนั้นถือว่าออกมาตามที่คาดการณ์ไว้
"ภาพรวมของกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นในขณะนี้ยังคงได้รับอานิสงส์จากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลดีต่อแนวโน้มกำไรในระยะสั้นถึงกลาง แม้จะต้องเผชิญกับมาตรการควบคุมราคาภายในประเทศบ้างก็ตาม"





