'TOP' เปิดกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 19,481 ล้านบาท เติบโตขึ้น 455% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากค่าการกลั่น (GRM) ที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 14.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และกำไรสต็อก 22,557 ล้านบาท สอดคล้องราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) รายงานกำไรสุทธิที่ 19,481 ล้านบาท พุ่งสูงขึ้นถึง 455.9% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน และ 776.0% จากไตรมาสก่อน โดยมี EBITDA อยู่ที่ 31,641 ล้านบาท
โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากค่าการกลั่น (GRM) หรือกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกนํ้ามัน ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 14.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และการรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) กว่า 22,557 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ผลกำไรดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากการขาดทุนในการปรับมูลค่ายุติธรรม 8,582 ล้านบาท แต่ยังได้รับปัจจัยชดเชยจากกำไรพิเศษในการซื้อคืนหุ้นกู้จำนวน 2,436 ล้านบาท
บริษัท มีรายได้จากการขายรวมทั้งสิ้น 114,809 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5.4% จากไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยบริษัทสามารถรักษาระดับการผลิตไว้ได้ที่ 314 พันบาร์เรลต่อวัน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง
เทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 TOP มีปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของกลุ่มเพิ่มขึ้น และมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 8,539 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 9.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจัยดังนี้
- ค่าการกลั่นปรับเพิ่มขึ้น จากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบดูไบที่ปรับสูงขึ้น จากภาวะอุปทานที่ตึงตัว อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- กำไรขั้นต้นของธุรกิจอะโรเมติกส์ปรับเพิ่มขึ้น จากส่วนต่างราคาสารพาราไซลีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ปรับสูงขึ้น ตามการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในประเทศอินเดียและจีน
- กำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตสาร Linear Alkyl Benzene (LAB) ปรับเพิ่มขึ้น จากภาวะอุปทานที่ตึงตัว อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- กำไรขั้นต้นของธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากอัตรากำไรของผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By Products) และกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง (Specialty Products) ที่ปรับตัวดีขึ้น
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในไตรมาส 1 ปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามแรงหนุนหลักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์รับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันสุทธิจากการรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือจากน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ทำให้ EBITDA เพิ่มขึ้น 25,179 ล้านบาท
ขณะเดียวกันกลุ่มไทยออยล์รับรู้ขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงินเพิ่มขึ้น 8,774 ล้านบาท แม้ว่าจะมีกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้เพิ่มขึ้น 2,262 ล้านบาท ส่งผลให้ในไตรมาสนี้ กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 15,977 ล้านบาท
เทียบกับไตรมาส 4 ปี 2568 TOP มีรายได้จากการขาย 114,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,878 ล้านบาท เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์ทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามราคาน้ำมันดิบ โดยมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 3.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสู่ระดับ 14.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากปัจจัยดังนี้
- ค่าการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการเพิ่มขึ้นของส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลเทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสาเหตุหลักจากภาวะอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกที่ตึงตัว อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- กำไรขั้นต้นของธุรกิจอะโรเมติกส์ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากส่วนต่างราคาสารพาราไซลีน และสารเบนซีนที่ปรับสูงขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์สารพาราไซลีนในประเทศอินเดียและจีนที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันอุปทานสารเบนซีนในภูมิภาคเอเชียปรับลดลง จากการที่ประเทศเกาหลีใต้ส่งออกสารเบนซีนไปยังสหรัฐอเมริกาแทน ซึ่งมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากกว่า
- กำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตสาร Linear Alkyl Benzene (LAB) อยู่ในระดับเดียวกับ ไตรมาส 4 ปี 2568 เนื่องจากภาวะอุปทานสาร LAB ในภูมิภาคมีความตึงตัวเพิ่มขึ้น จากการที่ผู้ผลิตสาร LAB ในภูมิภาคได้ปรับลดกำลังการผลิต ภายใต้แรงกดดันจากการขาดแคลนวัตถุดิบ อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- กำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานปรับลดลง จากการปรับลดลงของส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานและยางมะตอยเทียบกับน้ำมันเตา โดยมีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันเตาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบดูไบ
ในไตรมาส 1 ปี 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อน จากประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประกอบกับผลต่างด้านเวลาของต้นทุนน้ำมัน เนื่องจากกระบวนการจัดหาน้ำมันดิบของไทยออยล์มีการสั่งซื้อล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติ
อย่างไรก็ตาม กำไรจากสต็อกน้ำมันเป็นผลจากการปรับเพิ่มสูงขึ้นของราคาน้ำมันในระยะสั้น และอาจขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างมาก ภายหลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ กำไรจากสต็อกน้ำมันจึงไม่ใช่ผลการดำเนินงานปกติที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
ในสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ไทยออยล์มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศมีน้ำมันใช้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง โดยไทยออยล์จำเป็นต้องดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูง และต้นทุนดังกล่าวจะทยอยสะท้อนในผลการดำเนินงานในไตรมาสถัดไปตามรอบการจัดหา

