กระแสลงทุน AI และ Data Center ทั่วโลกเร่งตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ยอดขอจาก “คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน” (BOI) ไทย ในไตรมาส 1 ปี 2569 แตะ 1.02 ล้านล้านบาท โตแรง เพิ่มขึ้น “2.4 เท่า” จากปีก่อน ล่าสุด อนุมัติโครงการใหญ่รวม 9.6 แสนล้านบาท สะท้อน “เม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ไหลเข้าไทยไม่หยุด หนุน “หุ้นธีม Infra Tech” กลับมาโดดเด่นอีกรอบ
“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เทรนด์ AI ถือเป็นมกะเทรนด์ที่เริ่มต้นจากสหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนใน กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โรงไฟฟ้า และเทคโนโลยีด้านพลังงาน ได้ขยายตัวเข้าสู่ไทยอย่างชัดเจนตั้งแต่ปลายปี 2568 และต่อเนื่องถึงปีนี้ ผ่านการลงทุนใน “ศูนย์ข้อมูล” (Data Center) และ Cloud Service ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ การพุ่งขึ้นของยอด BOI ในช่วงต้นปี 2569 ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าไทยกำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลก โดยเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติหรือ FDI ยังคงไหลเข้าสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI Cloud และ Data Center อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในระยะถัดไป
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์โดยตรง มีอยู่ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมถือเป็นผู้ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากความต้องการใช้พื้นที่สำหรับก่อสร้าง Data Center โดยเฉพาะนิคมขนาดใหญ่ที่มีระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานรองรับครบถ้วน หุ้นเด่นที่ถูกจับตา ได้แก่ WHA และ AMATA ซึ่งมีศักยภาพรองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากต่างชาติ
ขณะที่ กลุ่มสาธารณูปโภคและพลังงาน ได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงของ Data Center โดยเฉพาะการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทนตามแนวโน้มด้านความยั่งยืน หุ้นที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ WHAUP รวมถึงโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่าง GULF BGRIM ตลอดจนกลุ่มพลังงานทดแทนอย่าง GUNKUL
ในทางกลับกัน กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แม้จะมีโอกาสรับงานก่อสร้าง Data Center เพิ่มขึ้น แต่ยังเผชิญแรงกดดันด้านอัตรากำไร เนื่องจากผู้ว่าจ้างมีอำนาจต่อรองสูง ส่งผลให้รายได้อาจเติบโต แต่กำไรสุทธิกลับไม่โดดเด่น
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและโรงไฟฟ้า ยังมีบทบาทเป็น Safe Haven หรือแหล่งพักเงินในช่วงที่เศรษฐกิจภายในประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะสงครามและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไรของหลายอุตสาหกรรมในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569
“วิจิตร อารยะพิศิษฐ” ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันธีมการลงทุนด้าน Data Center ได้กลายเป็นหัวใจหลักของการลงทุนยุคใหม่ โดยความต้องการลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% ของความต้องการลงทุนทั้งหมด ถือเป็น “สัญญาณเชิงบวก” ต่อ “เศรษฐกิจ” และ “ตลาดทุนไทย” เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ การขยายตัวของ Data Center ไม่ได้ส่งผลดีเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปยังหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรม และระบบสาธารณูปโภค
โดย “กลุ่มพลังงานไฟฟ้า” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ Data Center เนื่องจากต้องใช้พลังงานในปริมาณสูง หุ้นที่ถูกมองว่าโดดเด่นที่สุดคือ GULF จากศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและโอกาสรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
ด้าน “กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน” และ “กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” หุ้นขนาดใหญ่ อย่าง STECON ได้อานิสงส์จากการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ขณะที่ INSET ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการก่อสร้างระบบ Data Center โดยตรง มีโอกาสรับงานเพิ่มขึ้นและสร้างการเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะยาว
ขณะที่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมยังคงเป็นอีกหนึ่งผู้ได้รับประโยชน์หลัก โดยหุ้นเด่นในกลุ่ม ได้แก่ WHA และ AMATA นอกจากนี้ ธุรกิจเกี่ยวระบบน้ำและสาธารณูปโภค ที่มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์ตามการขยายตัวของ Data Center เช่นกัน เนื่องจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ทั้งระบบระบายความร้อนและโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคในระดับสูง
“พิริยพล คงวาณิช” ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า การลงทุน Data Center และ AI กำลังจะกลายเป็นแกนหลักของ “เศรษฐกิจไทยในระยะยาว” โดยคาดว่า “เม็ดเงินลงทุน” จะเริ่มทยอยไหลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ เมื่อเม็ดเงินลงทุนเริ่มเข้าสู่ระบบ จะเกิดผลบวกต่อหลายอุตสาหกรรมตามลำดับของห่วงโซ่อุปทาน เริ่มตั้งแต่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากการขายที่ดินเพื่อพัฒนา Data Center ต่อด้วยกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่เข้ามารับงานก่อสร้างอาคารและระบบโครงสร้างพื้นฐาน และสุดท้ายคือ กลุ่มโรงไฟฟ้าและระบบสายส่งไฟฟ้า ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการใช้พลังงานจำนวนมหาศาลของศูนย์ข้อมูล
สำหรับ หุ้นเด่นในธีมดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แนะนำ STECON หลังเริ่มเห็นการรับงานก่อสร้าง Data Center ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น ด้านกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม มองว่า WHA และ AMATA จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการขายที่ดินและการขยายตัวของลูกค้าในกลุ่มเทคโนโลยี
ขณะที่ กลุ่มโรงไฟฟ้า หุ้นเด่นประกอบด้วย GULF ในฐานะผู้นำกลุ่มพลังงาน, WHAUP ซึ่งมีบทบาทด้านสาธารณูปโภคในนิคมของ WHA รวมถึง BGRIM ที่เป็นผู้จัดหาไฟฟ้าหลักในพื้นที่นิคมของ AMATA ส่วนกลุ่มระบบสายส่งไฟฟ้า มองว่า GUNKUL เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการลงทุนขยายระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับ Data Center ในอนาคต

