นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ คาดว่า ในเดือนพ.ค.และระยะข้างหน้า ยังมีโมเมนตัมเชิงบวก หลังจากภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมานี้ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง โดยนักลงทุนไม่ได้ตื่นตระหนกต่อสถานการณ์สงครามในตะวันอออกกลาง ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปิดที่ 1,493.69 จุด หรือ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.15% จากเดือนก่อนหน้า และยังคงส่งสัญญาณบวกต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสงครามยังอยู่ในวงจำกัดและยุติลงในระยะสั้น
ขณะที่ภาพรวมงบกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 1 /2569 ถือว่าตัวเลขออกมาดีกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ จากอานิสงส์ของการส่งออกที่ขยายตัวและการบริหารจัดการต้นทุนพลังงาน แม้ในช่วงที่เหลือของปีจะยังมีปัจจัยเสี่ยงท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาพลังงาน ตลท.ยืนยันว่ามีมาตรการรองรับความผันผวนที่เป็นสากลอยู่แล้ว และจากการพูดคุยกับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน พบว่าส่วนใหญ่ได้วางแผนสำรอง (Contingency Plan) ไว้พร้อมแล้ว หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อหรือราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น เพื่อรักษาผลตอบแทนเอาไว้ให้กับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง
พร้อมกันนี้จากการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI คาดว่า อาจส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นไทย จากการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาราว 20% ทำให้มีโอกาสที่น้ำหนักของหุ้นไทยในดัชนี MSCI อาจมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ในการรีบาลานซ์รอบถัดๆ ไป และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody's ได้ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยจาก "เชิงลบ" (Negative) เป็น "ระดับคงที่" (Neutral)
โดยมีปัจจัยบวกภายในประเทศเป็นตัวนำ ทั้งตัวเลขการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกดีขึ้น สถานการณ์หลังการเลือกตั้งและนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้ “Thailand Story" เป็นแรงส่งสำคัญอย่างเต็มตัว ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจในสายตานักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้ง ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มีทิศทางที่ชัดเจนในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าจะคงระดับนี้ไว้ไปจนถึงสิ้นปี ทำให้ตลาดเกิดความสบายใจและลดความกังวลเรื่องการเหยียบเบรกทางเศรษฐกิจ
นายอัสสเดช กล่าวว่า การเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทย มีสภาพคล่องและวิ่งเร็วขึ้นในอนาคต
ในส่วนของนโยบายภาครัฐ ตลท.กำลังรอติดตามรายละเอียดเรื่องการขยายหรือจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการระดมทุนแทนการพึ่งพา พ.ร.บ.หนี้เพียงอย่างเดียว โดยแนวคิดหลักคือการนำรายได้ในอนาคตจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วมาให้นักลงทุนในตลาดร่วมซื้อ เพื่อนำเงินที่ได้ไปต่อยอดสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ให้กับประเทศ
ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ในเดือนเม.ย.2569 มีการไหลออกเพียงเล็กน้อยราว 2,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้ ส่งผลให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนเม.ย.(YTD) นักลงทุนต่างชาติยังคงมียอดซื้อสุทธิอยู่ที่ประมาณ 16,000 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ราว 60,000 - 65,000 ล้านบาท แม้ในช่วงเดือนเม.ย.จะชะลอตัวลงบ้างเนื่องจากมีวันหยุดยาวหลายวัน
หลังจากนี้ ตลท. ยังเตรียมความพร้อมเชิงรุกเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ โดยมีแผนจะเดินทางไปทำโรดโชว์ (Roadshow) เพื่อให้ข้อมูลแก่นักลงทุนสถาบันในศูนย์กลางการเงินระดับโลกอย่างลอนดอนและฮ่องกง สำหรับการไปลอนดอนในรอบแรกนี้ ตลท.ร่วมมือกับ Citi โดยมีตัวแทนบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่จากหลากหลายอุตสาหกรรมร่วมเดินทางไปด้วยเพื่อนำเสนอข้อมูล ส่วนในช่วงสิ้นเดือนจะมีการเดินทางไปฮ่องกงซึ่งเป็นการร่วมมือกับ UBS เพื่อสร้างการรับรู้และความสนใจในบริษัทจดทะเบียนไทยอย่างต่อเนื่อง
ภาพรวมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ปิดที่ระดับ 1,493.69 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.15% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หากพิจารณาผลงานตั้งแต่ต้นปี (YTD) พบว่าดัชนีพุ่งทะยานไปแล้วถึง 18.58% ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค
การเมืองโลกผ่อนคลาย-เศรษฐกิจไทยโชว์ความแกร่ง
บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเริ่มลดระดับลง แม้จะมีปัจจัยกดดันจากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจกระทบต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางโลก แต่ "ความแข็งแกร่งภายใน" ของเศรษฐกิจไทยกลับเป็นจุดขายสำคัญ
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยโชว์ศักยภาพในการรับแรงกระแทก (Resilience) ได้อย่างดีเยี่ยม โดยมีกลไกหลักจากการขยายตัวของภาคส่งออกและเสถียรภาพทางการคลังที่มั่นคง จนทำให้ Moody’s Ratings ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิต (Outlook) ของไทยจาก "เชิงลบ" (Negative) ขึ้นสู่ "มีเสถียรภาพ" (Stable) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก
ในด้านของกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มที่ทำผลงานโดดเด่นแซงหน้าดัชนี (Outperform) ตั้งแต่ต้นปี ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร ขณะที่ประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในอีก 12 เดือนข้างหน้ายังถูกปรับเป้าขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่อิงกับราคาพลังงาน
ไฮไลท์สถิติตลาดประจำเดือนเมษายน 2569
• มูลค่าการซื้อขาย: คึกคักอย่างมาก โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม (SET และ mai) อยู่ที่ 58,688 ล้านบาท พุ่งขึ้นเกือบ 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
• กระแสเงินทุน (Fund Flow): แม้ในเดือนเมษายนต่างชาติจะขายสุทธิเล็กน้อย 2,513 ล้านบาท แต่ยอดสะสม 4 เดือนแรกยังคงเป็น ซื้อสุทธิสูงถึง 16,638 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติยังครองแชมป์สัดส่วนการซื้อขายสูงสุดที่ 54.43%
• น้องใหม่ IPO: ตลาดต้อนรับ บมจ. ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX) เข้าจดทะเบียนซื้อขายใหม่
• ความน่าสนใจด้านราคา: Forward P/E อยู่ที่ 15.16 เท่า ขณะที่ อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูงถึง 4.42% ซึ่งโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในเอเชียที่อยู่เพียง 2.76%
ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX)
ทางด้านตลาด TFEX ในเดือนเมษายน มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 383,982 สัญญา แม้จะชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าเนื่องจากการลดลงของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures แต่ภาพรวม 4 เดือนแรกของปีนี้ยังคงเติบโตได้ดีกว่าปีที่แล้วถึง 23%
"ตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายนสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีปัจจัยท้าทายเรื่องนโยบายการเงินโลก แต่ด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ได้รับการยืนยันจากสถาบันระดับโลกและอัตราปันผลที่จูงใจ ทำให้ SET Index ยังคงเป็นเป้าหมายที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนในปี 2569 นี้"

