ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา “ตลาดหุ้นโลก” แกว่งตัวแรงราวกับนั่งเรือไวกิ้ง ท่ามกลางบรรยากาศมาคุของ “ไฟสงครามอิหร่าน-สหรัฐ” ที่ดูเหมือนจะหาจุดจบได้ “ยากลำบาก” ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็น “ลูป” ที่เปิด ๆ ปิด ๆ จนสร้างความกังวลไปทั่วสารทิศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อฝุ่นเริ่มจางลงในเดือนเม.ย. 2569 เรากลับเห็นภาพที่สวนทาง ตลาดหุ้นหลักทั่วโลกพุ่งทะยานทำ “สถิติสูงสุดใหม่” (All Time High) กันถ้วนหน้า เมินข่าวการปะทะที่เคยทำให้คนขวัญเสีย จนแม้แต่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ยังออกปากว่าประหลาดใจ คำถามคือ... ในวันที่โลกยังไม่สงบ ทำไมตลาดหุ้นถึงฟื้นคืนชีพ? และเราควรวางหมากอย่างไรต่อจากนี้?
“ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จิตตะ เวลธ์ จำกัด หรือ Jitta Wealth มองว่า เมื่อตลาด “มองข้าม” สงคราม และหันมามอง “กำไร”
ดังนั้น ด้วยเหตุผลที่ดัชนี S&P 500 พุ่งแตะ 7,139 จุด และ Nasdaq ทะยานสู่ 24,663 จุด ไม่ใช่เพราะโลกสงบสุข แต่เพราะตลาดได้ “รับรู้ความเสี่ยง (Priced-in)” ไปแล้ว และหันไปโฟกัสที่ ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ออกมาแกร่งเกินคาด กลุ่ม Technology & AI นำทัพโดย Tesla ที่โชว์งบชนะทุกมิติ และ TSMC ที่กำไรพุ่ง 58% สะท้อนว่าความต้องการชิป AI สูงพอจะกลบความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงาน
ขณะที่ กลุ่ม Banking ยักษ์ใหญ่ อย่าง Bank of America และ Morgan Stanley รายงานงบสวยงามตาม “ส่วนต่างดอกเบี้ย” ที่ยังสูง และกลุ่ม China is Back มังกรจีนประกาศ GDP ไตรมาส 1 โต 5.0% ทะลุเป้า พร้อมภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น นักลงทุนที่ “ตกรถ” ส่วนใหญ่มักติดหล่มอยู่ใน “อารมณ์กลัว” จนลืมหลักการของ Warren Buffett ที่ว่า “จงโลภเมื่อคนอื่นกลัว” แม้ตลาดจะเป็นขาขึ้น
แต่ “ตราวุทธิ์” เตือนว่าหลังจากนี้ “ข่าวดีต้องดีจริง” เพราะมีความเสี่ยง 4 ประการ 4 ต้องเฝ้าระวัง (The Lingering Shadows) พร้อมจะกดดัชนีให้ย่อตัวได้ทุกเมื่อ 1. พลังงาน “สูงและยาว” ด้วยสภาพโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากสงครามอาจทำให้ราคาน้ำมันยืนสูงกว่าที่คาดไปอีกหลายปี
2. เงินเฟ้อที่ยื้อเยื้อ เมื่อต้นทุนพลังงานไม่ลด ราคาสินค้าปลายทางอย่างเซมิคอนดักเตอร์และวัสดุก่อสร้างย่อมพุ่งตาม 3. ดอกเบี้ยอาจ “ไม่ลง” หากเงินเฟ้อกลับมา ธนาคารกลางทั่วโลกอาจต้องคงดอกเบี้ยสูง หรือร้ายกว่านั้นคือ “ขึ้นดอกเบี้ย” ต่อ 4.บทพิสูจน์ไตรมาส 2 ปี 2569 ไตรมาสแรกอาจดูดีเพราะรับผลกระทบสงครามแค่ปลายงวด แต่ไตรมาส 2 คือของจริงที่จะสะท้อนต้นทุนค่าระวางเรือและน้ำมันแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
“ตราวุทธิ์” แนะว่า ในโลกที่หุ้นเริ่มแพง การลงทุนแบบเหวี่ยงแหอาจไม่ใช่คำตอบ กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดคือ การ “เลือกกลุ่มที่ได้ประโยชน์” ใน 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ 1. Energy & Defense ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันและงบประมาณด้านความมั่นคง 2. Clean Energy & EV สงครามน้ำมันคือ “ตัวเร่ง” ให้โลกเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดเร็วขึ้น โดยเฉพาะหุ้นจีน 3. Defensive Stocks อาหาร ยา และสินค้าจำเป็น คือป้อมปราการที่ดีในภาวะ Stagflation และ 4. Cash Rich Companies บริษัทที่มีเงินสดเยอะ หนี้ต่ำ จะบริหารจัดการท่ามกลางดอกเบี้ยสูงได้ดีกว่า
นอกจากนี้ “ตลาดหุ้นจีน” น่าสนใจที่สุดในเชิงโครงสร้าง เพราะพึ่งพาพลังงานในประเทศได้สูงและราคาหุ้นยังไม่แพง ขณะที่ “ตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ อย่าง อินเดีย เวียดนาม ไทย” ยังต้องระวังเรื่องการนำเข้าน้ำมันและเงินทุนไหลออก ควรเลือกเฉพาะตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจริง ๆ
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนแบบ “Stay Invested” วินัยคือหัวใจของผู้ชนะ เพราะว่า ประวัติศาสตร์บอกเราเสมอว่า สงครามส่งผลกระทบต่อตลาดเพียง “ชั่วคราว” หากดูสถิติ 10 ปีย้อนหลัง ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนถึง +238% แม้จะผ่านวิกฤตมานับไม่ถ้วน
“ตราวุทธิ์” แนะนำ สูตรสำเร็จจัดพอร์ตลงทุน สำหรับ “Core Port” สัดส่วน 70-80% กระจายลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพสูงทั่วโลก (MSCI World, พันธบัตร) เพื่อความมั่นคง “Satellite Port” สัดส่วน 20-30% เน้นทำกำไรในเมกะเทรนด์ เช่น AI, Data Center หรือทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง พร้อม“DCA อย่างมีวินัย” การ “จับจังหวะตลาด” (Market Timing) นั้นยากกว่าการ “มีวินัย” การลงทุนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ได้ต้นทุนที่เหมาะสมเมื่อตลาดฟื้นตัว ดังนั้น “ผู้ชนะในเกมลงทุน ไม่ใช่คนที่หนีความผันผวน แต่คือคนที่เข้าใจมันและวางแผนรับมือได้”


