วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม 2569

Login
Login

โบรกแนะ ‘เลี่ยง’ หุ้นสายการบิน หลังเผชิญวิกฤติ ‘น้ำมันพุ่ง-ท่องเที่ยวสะดุด’ สะเทือน ‘กำไร’

โบรกแนะ ‘เลี่ยง’ หุ้นสายการบิน หลังเผชิญวิกฤติ ‘น้ำมันพุ่ง-ท่องเที่ยวสะดุด’ สะเทือน ‘กำไร’

“กลุ่มอุตสาหกรรมสายการบิน” กำลังเผชิญปัจจัยรุมเร้าหนัก หลังต้นทุนพลังงานพุ่ง “บล.กสิกรไทย” เตือนลงทุนหุ้นสายการบิน “เสี่ยงสูง” เหตุต้นทุนน้ำมันพุ่ง-นักท่องเที่ยวส่อแววต่ำกว่าเป้า “บล.พาย” ประเมินธุรกิจการบินอ่วม “ต้นทุนพุ่ง-ท่องเที่ยวสะดุด” แนะชะลอลงทุน “บล.เอเซีย พลัส” มองกลุ่มสายการบินผันผวนสูงจากพิษน้ำมันแพง-เข้าสู่ช่วงโลซีซัน

หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักสุดในภาวะน้ำมันพุ่ง ยกให้ “อุตสาหกรรมสายการบิน” ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจาก “ต้นทุนน้ำมัน” ที่พุ่งสูง และ “จำนวนนักท่องเที่ยว” ที่มีแนวโน้มต่ำกว่าคาด ส่งผลให้ผลประกอบการของผู้ประกอบการในกลุ่มมีความเปราะบางในระยะสั้น โดย “นักวิเคราะห์” ประสานเสียง “หลีกเลี่ยงลงทุน” แนะจับตาราคาน้ำมันเป็นตัวแปรหลัก ชี้หากยังยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความผันผวนของหุ้นกลุ่มดังกล่าวจะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

โบรกแนะ ‘เลี่ยง’ หุ้นสายการบิน หลังเผชิญวิกฤติ ‘น้ำมันพุ่ง-ท่องเที่ยวสะดุด’ สะเทือน ‘กำไร’

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า มุมมองต่ออุตสาหกรรมสายการบินในระยะสั้นยังมี “ความเสี่ยงสูง” และแนะนำให้ “นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุน” ในหุ้นกลุ่มดังกล่าวไปก่อนในระยะสั้น ทั้งปัจจัยที่กดดันมาจากต้นทุนน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าราคาน้ำมัน Jet Fuel ปีนี้จะอยู่ในช่วง 125-135 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน และยากต่อการบริหารกำไร

ขณะเดียวกัน แม้ผู้ประกอบการจะพยายามปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร แต่ไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้เต็มที่ เนื่องจากราคาที่สูงขึ้นจะกดดีมานด์และทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลง ส่งผลให้เป้าหมายรายได้ที่ต้องเติบโต 10-20% เพื่อชดเชยต้นทุน กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ หากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดจากประมาณการเดิม 34 ล้านคน เหลือ 31-32 ล้านคน จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มสายการบินมากที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มสนามบินและโรงแรม

นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจ คือการสิ้นสุดช่วง Silent Period ของเจ้าหนี้การบินไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งอาจมีแรงขายหุ้นออกมาหรือไม่ ซึ่งมองว่า ยังประเมินได้ยาก เนื่องจากขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนและการตัดสินใจของเจ้าหนี้แต่ละราย

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า ธุรกิจสายการบินไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ “ยากลำบาก” และมีความอ่อนไหวสูงต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มการบินได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากทั้ง “ต้นทุนที่สูงขึ้น” และจำนวน “นักท่องเที่ยว” ที่อาจไม่ได้ตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ AAV รับศึกหนัก ต้นทุนน้ำมันพุ่งแตะ 40% ซึ่งถือเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเมื่อเทียบกับสายการบินอื่น เช่น BA เนื่องจาก AAV มีเส้นทางการบินที่หลากหลายและมีระยะทางไกลกว่า ทั้งเส้นทางในประเทศและต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม และฮ่องกง ทำให้มีภาระต้นทุนน้ำมันสูงกว่า ส่งผลให้คาดการณ์กำไรในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ของ AAV จะอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งหากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว พบว่ากำไรลดลงเกือบ 65%

นอกจากนี้ หุ้น THAI แม้จะพ้นช่วง Silence Period และเจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุนสามารถขายหุ้นได้ตั้งแต่เดือนก.พ. ที่ผ่านมา แต่คาดว่าเจ้าหนี้ส่วนใหญ่จะยังไม่ตัดสินใจขายหุ้นในขณะนี้ เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัวลงมาตอบรับข่าวร้ายไปค่อนข้างมากแล้ว และต้นทุนของเจ้าหนี้อยู่ที่ประมาณ 2 บาทปลาย ๆ การถือหุ้นไว้เพื่อรอรับปันผลในอนาคตจึงอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า

สำหรับ กลยุทธลงทุนแนะนำรอดูสถานการณ์ายังไม่ควรรีบร้อนเข้าลงทุนในกลุ่มการบิน แม้จะเป็นธุรกิจที่น่าสนใจหากราคาน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่เนื่องจากปัจจุบันยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาน้ำมันจะเริ่มนิ่งหรือมีทิศทางที่ชัดเจนกว่านี้

นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ต้นทุนน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ราคาจะมีการย่อตัวลงในช่วงสั้นแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ แต่ยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มที่อิงการเปิดเมืองโดยเฉพาะสายการบิน ยังคงมีความผันผวนสูง

ทั้งนี้ ระดับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ถือเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจลงทุน หากราคาปรับตัวลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะเป็นจังหวะที่น่าสนใจ แต่หากราคายังยืนเหนือระดับดังกล่าว ความผันผวนของหุ้นกลุ่มดังกล่าวจะยังคงอยู่ในระดับสูง และมีความเสี่ยงต่อแรงขายทำกำไร

นอกจากนี้ ในไตรมาส 2 ปี 2569 โดยเฉพาะเดือนพ.ค. ถือเป็นช่วง Low Season ของการท่องเที่ยว ซึ่งในอดีตมักเป็นเดือนที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่ำที่สุดของปีด้วย

“จากทั้งดีมานด์ที่อ่อนตัวและต้นทุนน้ำมันที่ยังสูง ส่งผลให้สายการบินต้องปรับลดจำนวนเที่ยวบินลง เพื่อควบคุมต้นทุนให้เหมาะสม ขณะเดียวกันยังมีการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมัน เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองการลงทุนกลุ่มท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดยังคงเป็น AOT เนื่องจากมีโครงสร้างรายได้ที่ยืดหยุ่นมากกว่า รองลงมาเป็นกลุ่มโรงแรม ขณะที่ กลุ่มสายการบินยังคงเผชิญแรงกดดันสูงสุดจากต้นทุน สำหรับกรณีหุ้น THAI มองว่า กลุ่มเจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุนยังมีโอกาสทยอยขายหุ้นเพื่อลดพอร์ตการลงทุน

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์โดยรวมยังเน้นรอจังหวะและติดตามทิศทางราคาน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดต่อแนวโน้มของหุ้นกลุ่มการบินและการท่องเที่ยวในระยะถัดไป