“นักวิเคราะห์” มองสัญญาณบวกกำไร “กลุ่มนิคมฯ ” ระยะยาวครึ่งปีหลังยังเติบโต หลังมีแบ็กล็อก-กระแสลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และอีวีหนุน ขณะที่ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอของต่างชาติพุ่งสูงไตรมาสเดียว9แสนล้าน ช่วยผลักดันยอดพรีเซลล์เติบโตตามเป้า แม้ไตรมาส 1 กำไรไม่โดดเด่น
“กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม” ทิศทางการขยายตัวของ “กำไร” อาจจะไม่หวือหวาจากฐานสูง แต่ระยะยาวแรงหนุนสำคัญของ “ยอดขาย” ที่รอรับรู้เป็นรายได้ยังคงสดใส โดยเฉพาะจาก “กลุ่มลูกค้าดาต้าเซนเตอร์” (Data Center) และ “ยานยนต์ไฟฟ้า” (EV) รวมถึงอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และยอดการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เติบโตอย่างก้าวก้าวกระโดด
“เติมพร ตันติวิวัฒน์” นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) เปิดเผยว่า กำไรสุทธิหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ในปี 2569 จะยังเติบโตในระดับเลขหลักเดียว โดย บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ในไตรมาส 1 ปี 2569 คาดการณ์กำไรสุทธิไว้ที่ 1,320 ล้านบาท ลดลงทั้งจากช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อน จากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลดลง แต่ยังได้แรงหนุนจากกำไรจากรายได้จากค่าใช้สาธารณูปโภคส่วนเกิน (EUC) ที่สูงขึ้นประมาณ 280 ล้านบาท และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจโลจิสติกส์และสาธารณูปโภค
อย่างไรก็ตาม การเร่งโอนที่ดินในแบ็กล็อกช่วงกลางปีนี้ โดยเฉพาะดีลขนาดใหญ่ของ “กลุ่มลูกค้าดาต้าเซนเตอร์” ซึ่งรวมแล้วกว่า 1,000 ไร่ จะหนุนให้ WHA บรรลุเป้ายอดขายที่ดินเติบโตกว่า 87% ในปี 2569 จึงคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 ไว้ที่ระดับ 5,350 ล้านบาท เติบโต 4.3% จากปีก่อนหน้า สูงสุดเป็นประวัติการณ์
สำหรับ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1 ที่ 830 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากยอดโอนที่ดินจำนวน 306 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 89% มาจากนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 1 และ 2 ที่มีอัตรากำไร หรือมาร์จินสูง แต่กำไรสุทธิลดลง 20.3% จากไตรมาสก่อน ด้วยฐานที่สูงในไตรมาส 4 ปี 2568 ภายหลังการปรับปรุงต้นทุนในประเทศเวียดนาม รวมถึงส่วนแบ่งกำไรธุรกิจโรงไฟฟ้าอ่อนตัวลงจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายไตรมาส
ดังนั้น ยอดขายที่ดินของ AMATA ไตรมาส 1 อยู่ที่ 106 ไร่ แม้ยังห่างไกลจากเป้าหมายในปีนี้ที่ 2,800 ไร่ แต่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป จากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มลูกค้าดาต้าเซนเตอร์และรถยนต์ไฟฟ้าที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาประมาณ 1,000 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ราว 8,000-9,000 ล้านบาท
“กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ โดยจะเห็นได้ว่าตัวลูกค้าเองเขารีบมากและพร้อมมาก แต่ในกระบวนการทำสัญญาอาจไม่ได้เร็ว เนื่องจากมีเรื่องของการโยกย้ายการลงทุน การเตรียมที่ดิน และอื่น ๆ ทำดีลหนึ่งอาจใช้ระยะการดำเนินการยาวนาน แต่ตัวดีมานด์ยังมีอยู่และยอดขายที่ดินไม่ได้ลดลงเลย”
“นนทพัฒน์ สหกิจภิญโญ” นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า คาดการณ์กำไรสุทธิของ WHA ในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,042 ล้านบาท ลดลง 28% จากไตรมาสก่อน ด้วยฐานที่สูงตามปัจจัยฤดูกาล รับรู้กำไรพิเศษราว 500 ล้านบาท จากการปรับมูลค่ายุติธรรมหลังมีการซื้อคืน นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง หรือ WHA IER คืนจาก IRPC รวมถึงส่วนแบ่งกำไรโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน โดยยอดขายที่ดินในไตรมาสนี้เพิ่มสูงขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่950ไร่ ในจำนวนนี้เป็นลูกค้าดาต้าเซนเตอร์ 900 ไร่
ขณะที่ AMATA คาดการณ์กำไรสุทธิที่ 850 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน ยอดโอนที่ดินเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนราว 10% จากส่วนของที่ดินในชลบุรีซึ่งมีมาร์จินสูง ช่วยชดเชยส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงในธุรกิจโรงไฟฟ้าจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเนื่องจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับ ยอดขายที่ดินของ AMATA ในไตรมาส 1 ถือว่าค่อนข้างน้อยเพียง 106 ไร่ เทียบกับเป้าหมายทั้งปีที่ 2,800 ไร่ โดยมาจากหลายสาเหตุ ได้แก่ ลูกค้าจีนยังอยู่ระหว่างการขออนุมัติการลงทุนภายนอกประเทศ นักลงทุนบางส่วนยังติดเงื่อนไขด้านการขอสาธารณูปโภคและการใช้พื้นที่ รวมถึงผลของสงครามภูมิรัฐศาสตร์ทำให้การตัดสินใจของนักลงทุนล่าช้าออกไป
“ถึงแม้ว่าทิศทางกำไรในไตรมาส 1 ของกลุ่มนิคมฯ จะดูไม่ได้โดดเด่น AMATA ก็กลาง ๆ รวมถึง WHA แต่หากมองไปข้างหน้าเราจะเห็นสัญญาณที่ดีจากหลายทิศทาง ทั้งจากตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่ไตรมาสเดียวก็เกิน1ล้านล้านบาทแล้ว สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังปรับตัวสอดคล้องไปกับกระแสการลงทุนในกลุ่มไฮเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ สะท้อนผ่านยอดพรีเซลล์ที่ดินของ AMATA และ WHA ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป”
“วนิดา ไกสเล่อร์” นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยบวกที่สำคัญต่อกลุ่มนิคมฯ โดยหลักแล้วมาจากยอดส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ โดยกว่า 900,000 ล้านบาท หรือมากกว่า 90% เป็นการลงทุนจากต่างประเทศ ผลักดันการเติบโตของธุรกิจซึ่งสอดคล้องไปกับกระแสการลงทุนในธุรกิจดิจิทัล
นอกจากนี้ แนวโน้มความต้องการย้ายฐานการผลิตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะถัดไป หลังได้แรงหนุนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด ส่งผลให้นักลงทุนมองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านความต้องการลงทุนมาสู่การลงทุนจริง ยังต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ หลายขั้นตอน ซึ่งการลงทุนจริงจะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหนนั้น ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยคาดว่ามาตรการภาครัฐอย่างบีโอไอฟาสต์พาสในระยะแรกจะเข้ามาช่วยผลักดันในจุดนี้ได้
“กำไรของกลุ่มนิคมฯ ปี 2569 อาจไม่ได้เติบโตอย่างโดดเด่นเนื่องจากฐานที่สูง แต่ส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนมักจะให้ความสำคัญในส่วนของยอดขายมากกว่ากำไร เนื่องจากเมื่อมียอดขายก็จะเปลี่ยนไปสู่ยอดโอนซึ่งจะรับรู้เป็นกำไรต่อไป สำหรับ AMATA มียอดขายเพียง 100 กว่าไร่เท่านั้นผิดกับ WHA ที่ในไตรมาสแรกมียอดขายกว่า 1000 ไร่ เมื่อเทียบกับเป้าหมายทั้งปีที่ 2,500 ไร่ ก็มองว่า WHA จะไปถึงได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ดี เรายังไม่อาจสรุปได้ เนื่องจากโดยปกติแล้วการซื้อขายมักเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังไปจนถึงไตรมาส 4”


