นายเสริมศักดิ์ สัจจะวรรณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการเงิน บริษัท ปตท.สํารวจและผลิตปิโตรเลียม จํากัด (มหาชน) หรือ PTTEP (ปตท.สผ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 คาดการณ์ปริมาณการขายเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 560,000 บาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ซึ่งมีแนวโน้มจะทำ “สถิติสูงสุดใหม่” (Record High) อย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 1 ปี 2569 มีปริมาณขายอยู่ที่ 553,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน
โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบ (Oil Loading) ในภูมิภาคแอฟริกา และการรักษาเสถียรภาพการเร่งผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในประเทศด้านสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบในไตรมาส 2 ปี 2569 คาดว่าจะมีความผันผวนอยู่ในระดับสูงที่ 90-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กระทบต่ออุปทานและเส้นทางการขนส่งพลังงาน
ขณะที่ ราคาก๊าซธรรมชาติ คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6 ดอลลาร์ต่อ MMBTU ด้านต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ในไตรมาสนี้อาจขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 30 ดอลลาร์ต่อ BOE จากเดิม 28 ดอลลาร์ในไตรมาสแรก เนื่องจากมีการทยอยเริ่มแผนการปิดซ่อมบำรุงบางส่วนที่เลื่อนมาจากช่วงต้น
นายเสริมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในปีนี้บริษัทยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตของปริมาณการขายอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 510,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ ทั้งจากการรับรู้ผลจากการเข้าซื้อกิจการ (M&A) บริษัทจะรับรู้ปริมาณการขายเต็มปีจากโครงการที่เข้าซื้อในช่วงปี 2568 ได้แก่ โครงการ SK408 ในมาเลเซีย, โครงการ G1/61(เอราวัณ) , โครงการอาทิตย์ (อ่าวไทย) และโครงการในอาบูดาบี (UAE)
ดังนั้น ทำให้บริษัทยังคงเป้าหมายรักษาอัตรากำไร (EBITDA Margin) ไว้ที่ระดับประมาณ 70-% โดยบริหารจัดการ Unit Cost ตลอดทั้งปีให้อยู่ที่ประมาณ 30 ดอลลาร์ต่อ BOE พร้อมกับเดินหน้าการบริหารความเสี่ยง แม้ในไตรมาส 1 ปี 2569 จะมีการรับรู้ผลขาดทุนจากการประกันความเสี่ยง (Hedging Loss) ส่วนใหญ่เป็นผลจากการปรับมูลค่าตามราคาตลาด (Mark-to-Market) แต่บริษัทได้ทำ Hedging ไว้เพียง 13% ของปริมาณการขายทั้งปี 2569 เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดเท่านั้น
สำหรับ กรณีที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศลาออกจากกลุ่มโอเปกและ OPEC+ นั้น นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นผลกระทบทางอ้อม ยังต้องติดตามว่าจะส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบและก๊าซฯ อย่างไร แต่บริษัทยังเน้นการลงทุนแหล่งปิโตรเลียมในประเทศมาเลเซียและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงในประเทศแอลจีเรียยังลงทุนต่อเนื่อง
ปัจจุบันการผลิตและปริมาณขายในตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วน 10% ของพอร์ตบริษัท โดยหลัก ๆ เน้นประเทศโอมาน ส่วนในประเทศ UAE มีจำนวน 4 โครงการที่อยู่ระหว่างสำรวจและก่อสร้าง”
ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน เรายังคงบทบาทหลักในการจัดหาพลังงานให้ประเทศ โดยปัจจุบันจัดหาก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 57 % ของความต้องการในไทย และมุ่งเน้นการบริหารจัดการปริมาณสำรอง (Reserve Life) ให้อยู่ในระดับ 5-7 ปี ผ่านการลงทุนแบบ Just-in-Time เพื่อให้การผลิตเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุดท่ามกลางวิกฤตพลังงานโล
“ประเด็นนี้ เป็นผลกระทบทางอ้อม ยังต้องติดตามว่าจะส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบและก๊าซฯ อย่างไร แต่บริษัทยังเน้นการลงทุนแหล่งปิโตรเลียมในประเทศมาเลเซียและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงในประเทศแอลจีเรียยังลงทุนต่อไป”
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Bond) อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.5% ต่อปีระหว่างวันที่ 18-21 พ.ค. นี้ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อนำไปใช้รีไฟแนนซ์หุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนทางการเงิน
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทรายงานกำไรสุทธิที่ 11,835 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 32% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงสูงถึง 8,800 ล้านบาท แม้ปริมาณขายเพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้าเป็น 553,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8% ไตรมาสก่อนหน้าตามราคาน้ำมัน โดยต้นทุนต่อหน่วยลดลง 13% และเตรียมรับรู้รายได้โครงการใหม่ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2569 มีปริมาณการขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งขับเคลื่อนจากการเร่งผลิตก๊าซในประเทศเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานโลกที่ผันผวนและสูงขึ้น
แม้จะมีการรับรู้ผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (ส่วนใหญ่ไม่เป็นเงินสด) บริษัทยังคงรักษาผลกำไรที่แข็งแกร่งและฐานะการเงินที่มั่นคง พร้อมกับการขยายพอร์ตการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและการเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต

