ภายหลังที่ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ไฟเขียวรับซื้อไฟฟ้าคืนจาก “โซลาร์ครัวเรือน 500 เมกะวัตต์” ในอัตรา FiT ที่ 2.2 บาทต่อหน่วย นาน 10 ปี หนุนการติดตั้ง Solar Rooftop เร่งตัวทั่วประเทศ เพื่อเป็นการเปิดทางประชาชนลดค่าไฟ และสร้างรายได้เสริมจากไฟฟ้าส่วนเกิน นอกจากนี้ยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
โดยนักวิเคราะห์มองเป็นบวกต่อ “กลุ่มธุรกิจติดตั้งโซลาร์” และ “โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า” และ “กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่” ที่ยังน่าสนใจเพื่อรับธีมแผน PDP รอบใหม่ในระยะถัดไป
“ปัญจพล แท่นศรีเจริญ” ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในภาวะมีกำลังการผลิตสำรองสูง การเปิดรับซื้อไฟฟ้าคืนจาก “ภาคครัวเรือน” ผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อาจทำให้การเรียกใช้กำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าเอกชน “ลดลง” ส่งผลกระทบต่อรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นในเชิงบัญชี
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ยังได้รับการคุ้มครองผ่านกลไกค่าความพร้อมจ่ายตามสัญญา ส่งผลให้กำไรสุทธิยังไม่เปลี่ยนแปลงในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว “ปัจจัยกดดัน” จะเริ่มชัดเจนในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เมื่อภาครัฐสามารถประเมินปริมาณไฟฟ้าที่รับซื้อคืนจากภาคครัวเรือนได้อย่างแม่นยำมากขึ้น และนำข้อมูลไปใช้ในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่
ขณะที่ การขยายตัวของโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนยังมีข้อจำกัดด้าน “ต้นทุน” โดยกลุ่มที่เหมาะสมในการติดตั้งคือครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400-500 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีจำนวนไม่ถึง 1 ล้านครัวเรือน จากทั้งหมดราว 20 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
ขณะที่ด้านต้นทุนการติดตั้งระบบพื้นฐานอยู่ที่ประมาณ 100,000-150,000 บาทต่อหลังคาเรือน และหากต้องการผลิตไฟฟ้าเหลือขายคืนในระดับที่มีนัยสำคัญ อาจต้องลงทุนสูงถึง 500,000 บาท ทำให้การขยายตัวยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ด้านกลยุทธ์ แนะนำกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพื่อเก็งกำไรจากแผน PDP รอบใหม่ หุ้นเด่น ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ขณะที่ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของการติดตั้งโซลาร์เซลล์
“ธีร์ธนัตถ์ จิราศิริวัชร” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า เป็นการเปิดโอกาสให้ครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถนำไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ขายคืนเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของภาครัฐ นอกจากนี้ มาตรการสนับสนุนด้านภาษี จะทำให้ระยะเวลาคืนทุนของการติดตั้งโซลาร์ลดลง เหลือเพียง 2-3 ปี จากเดิมที่อยู่ 3-5 ปี ซึ่งจะเร่งการตัดสินใจลงทุนของภาคครัวเรือนให้เร็วขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลโดยตรงกับผู้ประกอบการรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ความต้องการติดตั้งเพิ่มขึ้น “หุ้นเด่น” ได้แก่ GUNKUL,
บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP ขณะที่กลุ่มผู้จำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น บริษัท กิจเจริญ เอ็นจิเนียริ่ง อีเลคทริค จำกัด (มหาชน) หรือ KJL และการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า หุ้นเด่น ได้แก่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART และ บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ DEMCO
“เวทิต ตั้งจินดากุล” นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บล.เคจีไอ ประเมินว่า นโยบายดังกล่าวจะสร้างแรงจูงใจให้ครัวเรือนหันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์มากขึ้น โดยประโยชน์ที่ได้รับครอบคลุมทั้งการผลิตไฟฟ้าใช้เองเพื่อลดค่าไฟฟ้ารายเดือน การใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง
ทั้งนี้ แนวโน้มการเติบโตของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมองว่าจะส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานและโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับการติดตั้งและพัฒนาโครงการพลังงานทดแทน ซึ่งยกให้ GUNKUL เป็นหุ้นเด่น
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามในระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับเงื่อนไขและขั้นตอนการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ซึ่งอาจยังไม่แพร่หลายมากนัก รวมถึงกระบวนการทางเทคนิคในการขายไฟฟ้าคืน เช่น การติดตั้งมิเตอร์เฉพาะและการจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากให้กับผู้ที่เริ่มต้นติดตั้งระบบได้

