"ตลาดหุ้นไทย" เช้าวันนี้ (5 พ.ค. 2569) ปิดตลาดอยู่ที่ 1,486.99 จุด โดยปรับตัวลดลง 6.70 จุด นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจาก ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด หลังอิหร่านโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเรือเกาหลีใต้ ส่งราคาน้ำมันเบรนท์เพิ่มขึ้น 5.8% ขณะที่ค่าครองชีพและเศรษฐกิจโตช้ากดดันกำไรบจ.ในประเทศ
"ตลาดหุ้นไทย" เช้าวันนี้ (5 พ.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,486.99 จุด โดยปรับตัวลดลง 6.70 จุด หรือ 0.45% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,503.90 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,484.84 จุด และมีมูลค่าซื้อขาย รวม 45,216.71 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- DELTA ราคาปิด 312.00 บาท ลดลง 4.00 บาท หรือ 1.27% มูลค่าซื้อขาย 3,601.79 ล้านบาท
- PTT ราคาปิด 36.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 2.13% มูลค่าซื้อขาย 2,875.67 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 193.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.52% มูลค่าซื้อขาย 2,805.78 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 32.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.52% มูลค่าซื้อขาย 2,574.01 ล้านบาท
- ADVANC ราคาปิด 339.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.29% มูลค่าซื้อขาย 2,554.13 ล้านบาท
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หุ้นไทย เผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นแรงของราคาน้ำมันดิบ หลังอิหร่านโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมกับเรือของเกาหลีใต้ ส่งผลราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.8% และดัชนีดาวโจนส์คืนวานปิดลบ 557 จุด หรือ -1.1%
อย่างไรก็ตามภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐ ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมายังคงสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนหลักจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่สะท้อนเมกะเทรนด์ด้านเอไอ
ด้านปัจจัยภายในประเทศ มีกระแสข่าวเรื่องการเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ คนละครึ่งพลัส วงเงิน 4,000 บาท แต่อาจมีผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนจำกัด เนื่องจากไทยกำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจโตช้า
อย่างไรก็ดี ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่ม SET 100 ที่ประกาศออกมาแล้ว 15 บริษัท พบว่ามีถึง 12 บริษัทที่ทำผลงานได้ดีกว่าคาด โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและบิ๊กแคปอย่าง DELTA
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (5 พ.ค.) ประเมินกรอบดัชนีไว้ที่แนวรับ 1,475 จุด – แนวต้าน1,500 จุด โดยการปรับขึ้นของราคาน้ำมันจะเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจ
กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น แนะนำให้เลือกกลุ่มพลังงานต้นน้ำ อาทิ PTTEP, PTTGC และ PTT รวมถึงกลุ่มธนาคารอย่าง BBL, KBANK, KTB และ SCB นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA, WHA และกลุ่มส่งออก ITC, TU ที่น่าสนใจ
หุ้นแนะนำ (Top Pick) ได้แก่ AMATA โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 30 บาท ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากยอด Backlog ที่มีอยู่กว่า 19,000 ล้านบาท ช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่ยอดขายที่ดินในปี 2569 ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ 2,800 ไร่
และแนะนำซื้อ KBANK ราคาเป้าหมาย 212 บาท จากความโดดเด่นในการบริหารเงินกองทุนที่มีประสิทธิภาพ และคาดการณ์การจ่ายเงินปันผลสูงถึง 12 บาท ในปี 2569-2570 ซึ่งอยู่ในระดับที่เท่ากับปี 2568


