ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 5 พ.ค.2569 เวลา 10.05 น.หุ้นพลังงานกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดย
หุ้น IRPC บวก 9.43% เพิ่มขึ้น 0.20 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.32 บาท
หุ้น PTTGC บวก 3.80% เพิ่มขึ้น 1.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 41.00 บาท
หุ้น BCP บวก 3.50% เพิ่มขึ้น 1.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 37.00 บาท
หุ้น PTT บวก 2.84% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 36.25 บาท
หุ้น PTTEP บวก 1.95% เพิ่มขึ้น 3.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 157.00 บาท
หุ้น SPRC บวก 1.36% เพิ่มขึ้น 0.10 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 7.45 บาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การปรับขึ้นของหุ้นในกลุ่มพลังงานปิโตรเคมีและโรงกลั่นมีแรงขับเคลื่อนหลักจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง จากกรณีการโจมตีของอิหร่านต่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และความพยายามสกัดกั้นเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก
ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ จะพยายามเข้ามามีบทบาทในการคุ้มครองการขนส่งผ่านโครงการด้านความมั่นคงทางทะเล แต่ทว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลโดยตรงต่ออุปทานพลังงานและวัตถุดิบในตลาดโลก ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ความไม่สงบยังสร้างแรงกดดันต่อกำลังการผลิตในภูมิภาค โดยเฉพาะการผลิตเอทิลีนที่ลดลง รวมถึงข้อจำกัดด้านวัตถุดิบที่เริ่มตึงตัว
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่าดังกล่าวมีแนวโน้มจะหนุนค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีให้ฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงปี 2569–2570 และกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อผลประกอบการของผู้ประกอบการในกลุ่ม
สำหรับกรณีของ IRPC ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา มองว่าเป็นทั้งผลจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยเฉพาะตัว โดยมีความคาดหวังว่าผลประกอบการไตรมาส 1/2569 และครึ่งปีแรกจะออกมาแข็งแกร่ง สอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ นักลงทุนยังควรให้น้ำหนักการลงทุนในลักษณะ “เก็งกำไรระยะสั้น” มากกว่าการถือครองระยะยาว โดยหุ้นที่ยกให้เป็นตัวเด่นในกลุ่ม ได้แก่ IVL และ PTTGC แม้ภาพรวมกลุ่มจะยังถูกประเมินในระดับเป็นกลาง
ทั้งนี้ ความเสี่ยงสำคัญในระยะยาวยังคงอยู่ โดยเฉพาะแนวโน้มการเกิดภาวะอุปทานล้นตลาดในช่วงหลังปี 2571 จากการทยอยเปิดดำเนินโครงการใหม่จำนวนมาก ซึ่งอาจกดดันส่วนต่างราคาและจำกัดการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม
ขณะที่ในระยะกลาง แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานอาจสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว และสถานการณ์ความขัดแย้งอาจไม่รุนแรงขึ้นไปกว่านี้ จึงควรพิจารณาปรับพอร์ตไปยังหุ้นคุณค่าที่ราคายังอยู่ในระดับน่าสนใจ หรือกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูง เพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษาสมดุลของพอร์ตการลงทุนในระยะถัดไป


