หุ้นตลาดเกิดใหม่พุ่งทำสถิติสูงสุด 'เกาหลีใต้-ไต้หวัน' นำตลาดเอเชียพุ่งแตะนิวไฮ รับแรงหนุนเทคโนโลยี AI และความหวังว่าช่องแคบฮอร์มุซจะคลี่คลายลง
ดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI ปรับขึ้น 2.9% ระหว่างการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์นี้ (4 พ.ค.) ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้เป็นผู้นำการปรับตัวขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง และความคาดหวังต่อการกลับมาเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน
ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (Kospi) เปิดตลาดบวก 2.79% ขึ้นไปอยู่ที่ 6,782.93 จุด แซงนิวไฮเดิมระหว่างวันเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว และล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 11.23 น. ตามเวลาไทย บวกต่อเนื่อง 304.44 จุด หรือ 4.61% ไปทะลุ 6,903.31 จุด
ขณะที่ ดัชนี Weighted ตลาดหุ้นไต้หวัน บวกแรงเช่นกัน 1,728.43 จุด หรือ 4.44% ไปทำนิวไฮที่ระดับ 40,655.06 จุด
40,655.06
ทางด้านดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงเพิ่มขึ้น 1.75% และดัชนี Nifty 50 ของอินเดียเพิ่มขึ้น 0.78% ส่วนตลาดหุ้นในญี่ปุ่นและจีนปิดทำการเนื่องในวันหยุดราชการ ขณะที่ดัชนีค่าเงินของประเทศกำลังพัฒนาปรับขึ้น 0.3% ส่วนดัชนีค่าเงินดอลลาร์ของบลูมเบิร์กปรับลดลงเล็กน้อย
“ในช่วงนี้ตลาดดูเหมือนจะเคลื่อนไหวบนสองแกนหลักคือ โมเมนตัมของ AI/เทคโนโลยี และความเสี่ยงด้านน้ำมันและภูมิรัฐศาสตร์” วิเวก ราชพาล นักกลยุทธ์เอเชียจาก JB Drax Honore ในสิงคโปร์กล่าว “เมื่อไม่มีข่าวลบเพิ่มเติมในด้านภูมิรัฐศาสตร์หรือราคาน้ำมัน ตลาดจึงมีพื้นที่มากขึ้นในการกลับมาให้ความสำคัญกับวัฏจักร AI”
ในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกหลายแห่งต่างรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง รวมถึง Alphabet, Apple Inc. และ Amazon โดยดัชนีหุ้นในภูมิภาคที่ถูกมองเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธีม AI ล้วนปรับตัวขึ้น
ขณะเดียวกัน ตลาดตราสารหนี้สกุลดอลลาร์ในเอเชีย-แปซิฟิก มีการออกตราสารรวม 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังได้รับแรงหนุนหลังประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า สหรัฐจะเริ่มนำทางเรือที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอิหร่านให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันจันทร์ พร้อมระบุว่าการหารือกับเตหะราน “เป็นไปในทางบวกมาก” หลังอิหร่านได้รับคำตอบจากวอชิงตันต่อข้อเสนอล่าสุดในการยุติสงคราม
มาตรการนำทางเรือที่เป็นกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาจเปิดทางให้การขนส่งพลังงานกลับมาราบรื่นขึ้น หลังเผชิญภาวะปิดกั้นเกือบเต็มรูปแบบเป็นเวลาสองเดือน ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานทั่วโลก


