ดัชนี S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่รับเดือนพฤษภาคม ขณะที่ราคาน้ำมันดิบชะลอลงและหุ้นแอปเปิ้ลปรับตัวขึ้น ตลาดหวังช่องแคบฮอร์มุซเปิด สงครามอิหร่านจบเร็ว
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดระหว่างวันครั้งใหม่ในวันศุกร์ (1พ.ค.69) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นแอปเปิล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงในช่วงเริ่มต้นเดือนใหม่ของการซื้อขาย
S&P 500 ดัชนีตลาดในวงกว้าง ปรับขึ้น 0.29% ปิดที่ 7,230.12 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กคอมโพสิต Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 0.89% ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลเช่นกัน ปิดที่ 25,114.44 จุด ทั้งสองดัชนีทำสถิติปิดตลาดระดับสูงสุดใหม่ ส่วนดัชนีดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ปรับตัวลง 152.87 จุด หรือราว 0.31% ปิดที่ 49,499.27 จุด
ราคาหุ้นแอปเปิ้ลปรับตัวขึ้นมากกว่า 3% หลังจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีผู้บริโภคประกาศผลประกอบการไตรมาสสองตามปีงบประมาณ ที่ทั้งกำไรและรายได้ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ ไม่เพียงเท่านั้น แนวโน้มรายได้ของบริษัทสำหรับไตรมาสปัจจุบันยังดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ กลบกระแสลบจากการที่รายได้จาก iPhone ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินเป็นครั้งที่สองในรอบสามไตรมาส
ในอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง หลังมีรายงานว่าอิหร่านได้ส่งคำตอบกลับผ่านคนกลางของปากีสถาน ต่อข้อเสนอแก้ไขล่าสุดของสหรัฐในร่างข้อตกลงยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยในเวลาต่อมาในวันศุกร์ว่า เขาไม่พอใจกับข้อเสนอเพื่อสันติภาพฉบับใหม่จากอิหร่าน โดยกล่าวว่า ประเทศดังกล่าว “ต้องการทำข้อตกลง แต่ผมยังไม่พอใจกับมัน”
ภายหลังความเคลื่อนไหวดังกล่าว ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดของวัน สัญญาฟิวเจอร์น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐ ร่วงลง 2.98% ปิดที่ 101.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนฟิวเจอร์น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นราคามาตรฐานสากล ลดลง 2.02% ปิดที่ 108.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากวันทำการก่อนหน้าที่สร้างสถิติใหม่ โดย S&P 500 ปิดเหนือระดับ 7,200 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ ช่วยให้ทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ซึ่งก็ทำสถิติปิดตลาดที่ระดับสูงสุดใหม่เช่นกัน บันทึกผลงานรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 ขณะที่ดัชนี Dow ทำผลงานรายเดือนดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024
- ผลประกอบการ-ความหวังสงครามจบดันตลาด
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกที่แข็งแกร่ง ประกอบกับความหวังต่อการผ่อนคลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ได้ช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นตลอดช่วงต้นปี แม้ดัชนีสำคัญจะร่วงลงในช่วงเริ่มต้นของสงครามระหว่างสหรัฐ กับอิหร่าน แต่ปัจจุบันทั้งสามดัชนีก็ซื้อขายอยู่ในระดับที่สูงกว่าจุดเริ่มต้นของปี 2026 อย่างมาก
เดวิด คราเคาเออร์ จาก Mercer Advisors เชื่อว่า ทิศทางเชิงบวกนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาวสำหรับตลาดหุ้น แม้เขาจะคาดหวังว่าสงครามกับอิหร่านจะสิ้นสุดลงในระยะสั้น และนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่เขาก็เชื่อว่าศักยภาพการเติบโตของกำไรทั้งในสหรัฐ และต่างประเทศจะช่วยหนุนแรงโมเมนตัมของหุ้นได้ แม้ความขัดแย้งจะยังดำเนินต่อไปก็ตาม
“อาจมีข่าวใหม่ ๆ ออกมา หรือมีช่วงที่ความเชื่อมั่นถดถอยลง ทำให้เราเห็นการย่อตัวบ้างหลังจากที่ตลาดปรับขึ้นแรง แต่ในภาพรวม เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกเชิงกลยุทธ์ต่อหุ้น” รองประธานฝ่ายบริหารพอร์ตโฟลิโอกล่าว
โดยเขาระบุว่า จะมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี เพราะ “ไม่ใช่” เงินลงทุนทั้งหมดในโครงการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Capex) “จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่า” พร้อมเสริมว่า “เรามองว่าความเชื่อมโยงกับเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยังคงแข็งแกร่งเหมือนเดิม”


