จากการวิเคราะห์ ของ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ พบว่า ข้อมูลสถิติตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2559-2568) พบว่าปรากฏการณ์ “Sell in May” มีความสัมพันธในเชิงสถิติ “แต่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ทุกปี” กล่าวคือ ในเดือนพ.ค. SET INDEX ปรับตัวลง 6 ปี ใน 10 ปี อยู่ระหว่างช่วง -0.3% ถึง -4% ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมีสถานะ “ขายสุทธิ” ในเดือนพ.ค. 6 ปี ใน 10 ปี เช่นกัน ด้วยเม็ดเงินราว 16,000-52,000 ล้านบาท
สำหรับ แนวโน้มปีนี้ มองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิด “Sell in May” เช่นกัน เนื่องจาก “หุ้นขนาดใหญ่” หลายตัวมีกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ช่วงปลายเดือนเม.ย. ถึงต้นเดือน พ.ค. ซึ่งมักตามมาด้วยแรงขายทำกำไรหลังจากนักลงทุนได้รับสิทสิทธิปันผลแล้วรวมทั้งอาจมีแรงขาย “Sell on fact” หุ้นที่เก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 1 และปรับขึ้นมาในช่วงก่อนหน้า
แม้ช่วงระยะสั้นมอง “ตลาดหุ้นไทย” มีปัจจัยบวกในประเทศ อาทิ Moody’s Upgrade มุมมองเรทติ้งไทย, รัฐบาลยืนยันงบปี 2570 ตามแผน และกำไรกลุ่มธนาคารไตรมาส 1 ปี 2569 ดีกว่าตลาดคาด อีกทั้งเตรียมเข้าสู่ช่วงประกาศงบ Real Sector แต่มีความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ กดดันบรรยากาศลงทุน ส่งผลให้ทิศทางดัชนีหุ้นไทยยังขึ้นอยู่กับผลเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน
นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล. กสิกรไทย เปิดเผยว่า ประเมินช่วงเดือน พ.ค. โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนตลาดหุ้นไทยอาจยังเผชิญความผันผวนจากเป็นช่วงปลายฤดูกาลของการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯ ดัชนีตลาดมักเคลื่อนไหวแกว่งตัวผันผวนในกรอบกว้างมากกว่ามีทิศทางที่ชัดเจน
โดยเฉพาะจากสถิติย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2543 หรือกว่า 20 ปี เราพบว่าเดือนพ.ค. มักเป็นเดือนที่ดัชนีหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเป็นลบ แม้โอกาสให้ผลตอบแทนเป็นลบเกิดขึ้นไม่ได้ชัดโดยอยู่ที่เพียงราว 54% ของสถิติย้อนหลัง แต่ถือว่าเป็นเปอร์เซ็นสูงสุดเมื่อเทียบกับเดือนอื่น อีกทั้ง พิจารณาสถานการณ์ภาพรวมในปัจจุบันปีนี้มีการสู้รบในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐและอิหร่าน การเจรจาเพื่อยุติการสู้รบยังคงไม่มีความชัดเจน การปิดช่องแคบฮอร์มุซหากยืดเยื้อจะเริ่มกระทบภาคเศรษฐกิจจริงและธุรกิจในภาคเอกชนต่าง ๆ
ดังนั้น มองกรอบการซื้อขายของ SET Index ในเดือนพ.ค. ในช่วง 1,420-1,510 จุด มองโอกาสโฟลว์ไหลออกมากกว่าเข้าเนื่องจาก growth outlook ไม่ได้สูงเหมือนตลาดอื่น อีกทั้ง valuationตลาดหุ้นไทยเริ่มเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาว upside เริ่มจำกัดทั้งในภาพตลาดและหุ้นรายตัว
นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ กล่าวว่า Sell in May and Go Away ปี 2569 มองว่า Sell in May ปีนี้ จะมี 2 เรื่องเข้ามาซ้ำจากภาวะปกติ ซึ่งเป็นจังหวะที่พอดีกัน คือ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน
ยังไม่ประกอบกับอีกปัจจัยที่ 2 คือ MSCI เป็น MSCI Index ที่จะทำวิจัยตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงหุ้นไทยให้กับนักลงทุน
ทั้ง 2 ปัจจัยนี้จะมาเป็น ปัจจัยลบที่พ่วงมากับ “Sell in May” ปกติ เมื่อหุ้นขึ้น XD หรือได้เงินปันผล ก็จะเกิดแรงเทขายทิ้ง มองว่า แรงเทขายเหล่านี้จะเกิดขึ้นช่วงสัปดาห์นี้และต่อเนื่องไปต้นสัปดาห์หน้า
อย่างไรก็ตามในปีนี้ยังไม่ถึง Sell In May หุ้นไทยเผชิญแรงเทขาย หลังมีข่าวปรับน้ำหนักดัชนี MSCI รอบเดือนพ.ค.69 ซึ่ง MSCI ปรับวิธีคำนวณฟรีโฟรทใหม่ อาจทำให้น้ำหนักหุ้นไทยใน MSCI EM ลดลง ประมาณ 1-1.15% นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างมอง อาจทำให้ฟันด์โฟลว์ไหลออกราว 10,000ล้านบาท
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บล บัวหลวง เปิดเผยว่า ในภาวะเศรษฐกิจและกำไรเติบโตจำกัด ผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทนรวม และทำหน้าที่เป็นกันชน (buffer) มากขึ้น ขณะที่กรอบคิดเชิงฤดูกาล อย่าง “Sell in May” เรามองว่า อาจเริ่มเปลี่ยนไป
แม้สถิติตั้งแต่ปี 2557-2569 จะระบุว่า SET Index และ SETHD มักปรับตัวลงเฉลี่ย -1% ถึง -1.3% ในเดือนพ.ค. ขณะที่กลุ่มธนาคาร(ตัวอย่าง ของ dividend play) มักอ่อนตัวตั้งแต่เม.ย.-2.8% จากแรงขายหลัง XD ก่อนลงต่อ -0.8% ในเดือนพ.ค. (โอกาสราว 5%) แล้วค่อยฟื้นใน ก.ค.-ส.ค. สะท้อนแรงขายเชิงเทคนิค (technical flow) มากกว่าพื้นฐาน
แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงลึกในช่วง 3 ปีล่าสุด พบว่า หุ้นกลุ่มปันผลสูงสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดถึง 1.5 เท่า และปรับตัวลดลงน้อยกว่าดัชนีภาพรวม สะท้อนว่านักลงทุนให้มูลค่ากับ “กระแสเงินสด” มากขึ้น และ yield ระดับสูงช่วยดูดซับ downside พร้อมหนุนการฟื้นตัวของราคาได้เร็วกว่า ดังนั้น การอ่อนตัวในเดือนพ.ค. ควรถูกมองเป็น จังหวะสะสมมากกว่าการลดน้ำหนักตาม seasonality
“ท่ามกลางภาวะกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่ำ นักกลยุทธ์แนะนำให้เปลี่ยนมุมมองจากสัญญาณขายในเดือนพ.ค. เป็นการเข้าสะสมหุ้นปันผลคุณภาพสูง เพื่อใช้กระแสเงินสดเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว”


