บล.เอเซีย พลัส เผย โรงพยาบาลเอกชนระดับกลางถึงล่างได้รับผลกระทบเชิงลบมากที่สุด เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคลินิกพรีเมียมของรัฐ ซึ่งมีค่ารักษาพยาบาลที่ต่ำกว่าBDMS ถูกประเมินว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ด้าน BH และ PR9 ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เนื่องจากมีฐานลูกค้าที่แตกต่างชัดเจน โดยเฉพาะ BH ที่เน้นผู้ป่วยต่างชาติระดับพรีเมียมและการรักษาโรคซับซ้อน ทำให้ไม่แข่งขันกับบริการของภาครัฐโดยตรง
KEY POINTS
- โรงพยาบาลเอกชนระดับกลางถึงล่างได้รับผลกระทบเชิงลบมากที่สุด เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคลินิกพรีเมียมของรัฐ ซึ่งมีค่ารักษาพยาบาลที่ต่ำกว่า
- BDMS ถูกประเมินว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาลพญาไทเปาโล ซึ่งเจาะตลาดผู้ป่วยระดับกลางและต้องแข่งขันโดยตรงกับโรงพยาบาลรัฐในหลายพื้นที่
- BCH คาดว่าจะได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากมีฐานผู้ป่วยประกันสังคมกว่า 35% และมีทำเลที่ตั้งใกล้นิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่ชายแดน
- BH และ PR9 ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เนื่องจากมีฐานลูกค้าที่แตกต่างชัดเจน โดยเฉพาะ BH ที่เน้นผู้ป่วยต่างชาติระดับพรีเมียมและการรักษาโรคซับซ้อน ทำให้ไม่แข่งขันกับบริการของภาครัฐโดยตรง
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขเปิดบริการ “พรีเมียมคลินิกในเวลา” แล้ว 33 แห่ง และคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลา 205 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วและลดความแออัดใน โรงพยาบาลรัฐ มุ่งตอบโจทย์3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้มีกำลังจ่าย, ผู้มีประกันสุขภาพ และชาวต่างชาติ โดยตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 10%YoY พร้อมขยายบริการครอบคลุม โรงพยาบาลศูนย์ทุกแห่ง โดยไม่กระทบบริการปกติ
ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวสร้าง Sentiment ลบต่อกลุ่ม รพ.เอกชน และเพิ่มการแข่งขันให้รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะ โรงพยาบาลเอกชนระดับกลางถึงล่างซึ่งมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงสุด ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและค่าครองชีพที่สูงขึ้นส่งผลให้กำลังซื้อของผู้ป่วยลดลง จากเดิมผู้ป่วยเลือกใช้ โรงพยาบาลเอกชน เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของ รพ.รัฐ
อย่างไรก็ดีเมื่อภาครัฐมีทางเลือกใหม่ที่ค่ารักษาต่ำกว่าเอกชน และคุณภาพอยู่ในระดับยอมรับได้ผู้ป่วยจึงมีแนวโน้มหันกลับไปใช้โรงพยาบาลรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะโรคทั่วไป และไม่ซับซ้อน ขณะเดียวกันแรงกดดันจากบริษัทประกันฯ ผ่านแนวคิด Co-payment ที่ช่วยขยายฐานผู้เอาประกันในระยะยาว แต่ระยะสั้นผู้ป่วยต้องร่วมจ่ายค่ารักษา ส่งผลให้มีความอ่อนไหวต่อราคามากยิ่งขึ้น ฝ่ายวิจัยประเมิน BDMS ได้รับผลกระทบมากที่สุดในกลุ่มฯ จากเครือข่าย รพ. 60 แห่งทั่วประเทศ
โดยเฉพาะ โรงพยาบาลพญาไทเปาโล ซึ่งเจาะตลาดผู้ป่วยระดับกลาง และต้องแข่งขันโดยตรงกับ รพ.ประจำจังหวัดในหลายพื้นที่ รองลงมาคือ BCH แต่คาดกระทบจำกัด จากฐานผู้ป่วย 35% เป็นประกันสังคม รวมถึงทำเลอยู่ใกล้นิคมอุตฯ และพื้นที่ชายแดน
ขณะที่ BH และ PR9 ได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากเป็นโรงพยาบาล Stand Alone และมีฐานลูกค้าแตกต่างชัดเจน โดยเฉพาะ BH ซึ่งเป็น โรงพยาบาลพรีเมียม เน้นผู้ป่วยต่างชาติและการรักษาโรคซับซ้อน จึงไม่แข่งขันกับภาครัฐโดยตรง
นอกจากนี้ กลุ่ม โรงพยาบาลเอกชนได้ปรับตัวล่วงหน้าแล้วระดับหนึ่ง ทั้งการพัฒนา Excellence Center, การนำ AI มาช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย ตลอดจนการออกแพ็กเกจค่ารักษาที่มีความชัดเจน ช่วยยกระดับการตัดสินใจของผู้ป่วย ประกอบกับความได้เปรียบด้าน Facility และประสบการณ์การใช้บริการที่สะดวกกว่า รพ.รัฐ คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มโรงพยาบาล “เท่าตลาด” โดยยังคงเลือก BCH เป็น Top Pick ราคาพื้นฐานอิง DCF ที่ 11.00 บาทต่อหุ้น





