SCGD เผยไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงแข็งแกร่ง แม้เผชิญความท้าทายจากตลาดโลกที่ผันผวน กำไรเพิ่ม 14% EBITDA 780 ล้านบาท ผลจาก 4 แนวทางเชิงรุกโตระยะยาว รวมศูนย์การผลิตไทย-ศูนย์พัฒนานวัตกรรม เวียดนาม-ฐานผลิตส่งออกหลัก ใช้พลังงานทางเลือก
KEY POINTS
- SCGD ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไร 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน และมี EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท
- ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเป็นผลมาจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดโลก
- บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ Regional Optimization ผ่าน 4 แนวทางเชิงรุกเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- กลยุทธ์ทั้ง 4 ประกอบด้วย: 1) ผลักดันเวียดนามเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลัก 2) รวมศูนย์การผลิตในไทยเพื่อลดต้นทุน 3) พัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) และ 4) เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCGD กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงแข็งแกร่ง มีความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญภาวะตลาดที่ผันผวนและท้าทาย โดยมีกำไรส่วนที่เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทอยู่ที่ 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากปีก่อน และ EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท โดยมี EBITDA on Salesร้อยละ 14.1 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบปีก่อน และใกล้เคียงไตรมาสก่อน จากการบริหารต้นทุนและการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ รายได้จากการขายอยู่ที่ 5,552 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 จากปีก่อนหน้า หากไม่รวมผลกระทบจากการอัตราแลกเปลี่ยน รายได้จากการขายลดลงเพียงร้อยละ 4 จากปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการขายที่เวียดนามเพิ่มสูงขึ้น
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าธุรกิจจะได้ผลกระทบในวงจำกัด และมีปริมาณส่งออกไปตะวันออกกลางน้อยกว่าร้อยละ1แต่SCGDยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานเพื่อให้มีผลกระทบต่อธุรกิจน้อยที่สุด พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์Regional Optimizationเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันและส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะยาว
โดยมี 4 แนวทางดังนี้ 1.ยกระดับ PRIME เวียดนามเป็นเสาหลักการเติบโต สู่ฐานการผลิตและส่งออกหลัก ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 PRIME มียอดขายกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนอยู่ที่ 11.8 ล้านตารางเมตร โดยสามารถขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในเวียดนามและส่งออกได้กว่า 3.9 ล้านตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 จากปีก่อน ล่าสุด บริษัทได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน 6.6 ล้านตารางเมตร ด้วยเงินลงทุนประมาณ 660 ล้านบาท ที่โรงงาน PRIME Pho Yen เวียดนาม ส่งผลให้เมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 PRIME จะมีกำลังการผลิตเกลซพอร์ซเลนเพิ่มเป็น 33.4 ล้านตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตทั้งหมด เพื่อรองรับตลาดภายในประเทศที่เติบโตรวมถึงการส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ





