วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม 2569

Login
Login

แฉกลโกง ‘หลอกลงทุน’ ภัยเศรษฐกิจทุบ ‘สถิติอันดับหนึ่ง’

แฉกลโกง ‘หลอกลงทุน’  ภัยเศรษฐกิจทุบ ‘สถิติอันดับหนึ่ง’

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการเงินพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด “อาชญากรรมทางไซเบอร์” ได้ปรับตัวกลายเป็น “อุตสาหกรรมมืด” ที่มีโครงสร้างซับซ้อน และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล โดยเฉพาะ “คดีหลอกลงทุน” ที่ปัจจุบันขึ้นแท่นเป็นภัยคดีออนไลน์ที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในบรรดา 14 ประเภทคดี

บนเวที เสวนาหัวข้อ “INVESTiGUARD : รู้ทันภัยหลอกลงทุน”  ในงานเปิดตัวนิทรรศการพิเศษ “INVESTiGUARD นักสืบกันโกง” จัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ผู้เชี่ยวชาญร่วมตีแผ่เบื้องลึกของโลกมิจฉาชีพหลอกลงทุน เพื่อสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้กับประชาชน

 

แฉกลโกง ‘หลอกลงทุน’  ภัยเศรษฐกิจทุบ ‘สถิติอันดับหนึ่ง’

   

“พันตำรวจตรี พากฤต กฤตยพงษ์” สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (CCIB) ระบุว่า “การหลอกลงทุน” ที่ปัจจุบันครองแชมป์ความเสียหายอันดับ 1 จากคดีออนไลน์ทั้งหมด 14 ประเภท ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบันมียอดแจ้งความออนไลน์รวมความเสียหายสูงถึงกว่า “แสนล้านบาท” ซึ่งเป็นการหลอกลงทุนไปแล้วกว่า 30,000 ล้านบาท

มิจฉาชีพในปัจจุบันไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่มีโครงสร้างองค์กรชัดเจนประหนึ่งบริษัทจดทะเบียน มีทั้งตำแหน่ง CEO, CFO, ฝ่ายปฏิบัติการ, ฝ่ายการตลาด และฝ่าย PR ซึ่งใช้การวิเคราะห์เป้าหมายเชิงลึก เพื่อออกแบบกลโกงให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเหยื่อ 

 ขณะที่ "จุดอ่อนที่เปราะบางที่สุด" ในระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ แต่คือ “มนุษย์” ผ่านกลไกที่เรียกว่า “Amygdala Hacking” หรือแฮกอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งมิจฉาชีพจะใช้ 3 อารมณ์หลัก ได้แก่ กลัว โลภ และหลง เป็นตัวขับเคลื่อน

แฉกลโกง ‘หลอกลงทุน’  ภัยเศรษฐกิจทุบ ‘สถิติอันดับหนึ่ง’
สำหรับ “กลยุทธ์กลโกงต้องระวัง” รูปแบบที่มักถูกนำมาใช้คือ “Food in the door” หรือ การให้กำไรเล็กน้อยในครั้งแรกๆ เพื่อสร้างความเชื่อใจจนเหยื่อยอมทุ่มเงินก้อนใหญ่ ซึ่งท้ายที่สุดจะกลายเป็นกับดักต้นทุนจมที่ถอนเงินออกมาไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบ  “Deepfake & AI” หรือ การใช้ AI สร้างวิดีโอหรือโฆษณาปลอมโดยแอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ 

พร้อมแนะแนวทางรับมือ หากตกเป็นเหยื่อ เกิดเหตุพลาดพลั้ง สิ่งที่ต้องทำทันทีคือ โทรสายด่วน 1441 เพื่ออายัดเงิน และเก็บหลักฐานตาม “โมเดลงู” หัวงู (จุดเริ่มต้นที่เจอเพจ/คนทัก), กลางงู (วิธีการหลอกลวง/การคุย), และ หางงู (เส้นทางการเงิน/บัญชีที่โอนไป) เพื่อใช้ในการดำเนินคดี และรับเฉลี่ยทรัพย์คืนในอนาคต

“พีรพล อนุตรโสตถิ์” ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท. (ช่อง 9 MCOT HD) ระบุว่า เทคโนโลยี Generative AI ทำให้การปลอมแปลงหลักฐานมีความแนบเนียนสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโฆษณาปลอม หรือวิดีโอ Deepfake แอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียง พร้อมย้ำเตือนสติว่าในโลกการเงินดิจิทัลนั้น มีบางอย่างที่โลกความจริง ไม่มี คือ ปุ่ม Undo

และนอกจากจะ “สูญเสียเงินทอง” ผลกระทบที่ลึกซึ้งกว่าคือ “ต้นทุนทางสังคม” ที่ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวพังทลาย และความอับอายจนผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้มิจฉาชีพลอยนวลไปหลอกลวงผู้อื่นต่อได้

พร้อมเสนอ กลยุทธ์สร้างเกราะป้องกันระดับบุคคล ได้เสนอหลักการ “คัด ตรวจ ตั้ง แยก” เพื่อเป็นมาตรฐานใหม่ในการทำธุรกรรมดิจิทัล  เริ่มจาก 1. “คัด” คัดกรองลิงก์ และแอปพลิเคชันก่อนคลิกหรือโหลด 2. “ตรวจ” ตรวจสอบ URL เว็บไซต์อย่างละเอียด 

3. “ตั้ง” ตั้งรหัสผ่าน (PIN) ให้ซับซ้อน และห้ามใช้รหัสเข้าเครื่องกับรหัสแอปธนาคารเป็นเลขเดียวกัน และสุดท้าย 4. “แยก” แยกบัญชีเงินเก็บออกจากบัญชีที่ผูกกับแอปพลิเคชันหรืออินเทอร์เน็ต เพื่อจำกัด ความเสี่ยง

“พีรพล” ยังเสนอแนวคิด “รัฐมนตรีดิจิทัลประจำบ้าน” โดยสนับสนุนให้ลูกหลานที่มีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ผู้ใหญ่ในครอบครัวก่อนทำธุรกรรมออนไลน์  และที่สำคัญ “อย่าเชื่อง่าย สงสัยไว้ก่อน ตรวจสอบก่อนส่งต่อ” คือ “คาถาสำคัญ” ที่จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากภัยมิจฉาชีพในโลกออนไลน์

ฉะนั้น การลงทุนที่มีความรับผิดชอบในยุคนี้ ไม่ใช่แค่มองหาผลตอบแทน แต่ต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบ และป้องกัน เพราะในโลกที่อาชญากรทำงานเต็มเวลา 24 ชั่วโมง สติ และตรวจสอบจึงเป็นเครื่องมือทำกำไรยั่งยืนที่สุด

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์