หุ้นเวียดนามได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากการที่ FTSE Russell จะปรับสถานะขึ้นเป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ในเดือน ก.ย. นี้ ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนต่างชาติ กูรูเตือนว่าอัปไซด์ของดัชนีมีจำกัด เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นตอบรับข่าวการยกระดับตลาดไปมากแล้ว และอาจเกิดการขายทำกำไรหลังประกาศจริง (Sell on fact)
KEY POINTS
- หุ้นเวียดนามได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากการที่ FTSE Russell จะปรับสถานะขึ้นเป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ในเดือน ก.ย. นี้ ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนต่างชาติ
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอัปไซด์ของดัชนีมีจำกัด เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นตอบรับข่าวการยกระดับตลาดไปมากแล้ว และอาจเกิดการขายทำกำไรหลังประกาศจริง (Sell on fact)
- ความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง อาจกระทบต่อต้นทุนพลังงานของเวียดนามซึ่งพึ่งพาการนำเข้าสูง
- ปัจจัยด้านเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากสถานการณ์สงคราม ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันเศรษฐกิจและนำไปสู่ภาวะ Stagflation
- นักลงทุนต้องระวังความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอง ซึ่งอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลตอบแทนการลงทุน
“ดัชนีหุ้นเวียดนาม” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลัง FTSE Russell ซึ่งเป็นผู้จัดทำดัชนีหุ้นระดับโลก ยืนยันอัปเกรดสู่ Emerging Market จาก Frontier Market ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนก.ย. นี้ โดย “กูรู” มองว่าเม็ดเงินจากกองทุน Passive จะเป็นแรงหนุนหลัก ขณะที่ Active Fund เริ่มเข้ามาเก็งกำไรล่วงหน้าแล้ว ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกดดันเศรษฐกิจในระยะถัดไป
“ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังกลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่มีแนวโน้มไหลเข้าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจากการที่ตลาดหุ้นเวียดนามเตรียมถูกนำไปคำนวณในดัชนีสำคัญระดับโลก อย่าง FTSE Russell ในช่วงเดือน ก.ย.นี้ โดยประเมินจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าผ่านกองทุน Passive Fund ขณะที่ นักลงทุนกลุ่ม Active Fund เริ่มทยอยสะสมหุ้นล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไรจากแรงซื้อดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดเวียดนามเผชิญแรงขายหนักจากความเสี่ยงความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบต่อมุมมองด้านพลังงานของประเทศ เมื่อสถานการณ์เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น นักลงทุนจึงกลับเข้าซื้อส่งผลให้ตลาดรีบาวนด์ขึ้นอย่างรวดเร็ว
อีกปัจจัยสำคัญคือแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของเวียดนามในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงสูงกว่าคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว
ด้านปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจเวียดนามยังเติบโตแข็งแกร่งคาดว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวราว 6% สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ขณะที่ระดับมูลค่าหุ้นยังอยู่ในระดับน่าสนใจ โดย P/E ต่ำกว่าตลาดหุ้นไทย
สำหรับ กลยุทธ์ลงทุน แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมในช่วงจังหวะที่ตลาดยังไม่แพงมาก โดยเน้นการลงทุนผ่านดัชนีรวมเพื่อกระจายความเสี่ยงแทนการเลือกหุ้นรายตัว เนื่องจากตลาดมีการกระจุกตัวของการปรับขึ้นในบางกลุ่ม ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นเวียดนามในระยะยาว และมองมีความน่าสนใจมากกว่าหุ้นไทยในเชิงโอกาสการเติบโตในช่วงถัดไป
“ธนพงศ์ เจริญวัฒนกิจ” ผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามและไทย ณ ปัจจุบันมีลักษณะใกล้เคียงกัน คือดัชนีโดยรวมมี Upside จำกัด แม้ยังมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวในแต่ละตลาด
สำหรับตลาดหุ้นเวียดนาม ปัจจัยบวกที่สำคัญมาจากแนวโน้มการยกระดับตลาดหุ้นเวียดนามสู่ Emerging Market โดย MSCI ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับน้ำหนักจริงในช่วงกลางปีนี้ และจะเป็นแรงดึงดูดเงินลงทุนจากกองทุนประเภท Passive Fund ขณะที่ในปัจจุบันเริ่มเห็น Active Fund เข้ามาเก็งกำไรล่วงหน้าแล้ว
ด้านปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจเวียดนามยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะภาคการผลิตและการบริโภคในประเทศ ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง เนื่องจากเวียดนามพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคดังกล่าวสูง ซึ่งอาจกระทบต่อเงินเฟ้อและภาคการผลิตหากความขัดแย้งยืดเยื้อ
ส่วนในเชิงกลยุทธ์ มองตลาดเวียดนามได้ปรับตัวขึ้นตอบรับข่าวยกระดับของ MSCI ไปพอสมควรแล้ว ทำให้อัปไซด์ระยะสั้นเริ่มจำกัด จึงไม่แนะนำเพิ่มน้ำหนักลงทุนในช่วงนี้ แนะนำเลือกลงทุนเป็นรายตัวในหุ้นที่ยังอยู่ในโซนราคาต่ำ และได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจ
“สุธน สิงหสุทธางกูร” (เจ็ทกี้) นักลงทุน VI ที่ไปลงทุนหุ้นเวียดนามมากกว่า 10 ปี ให้มุมมองว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเติบโตแข็งแกร่ง โดย GDP ขยายตัวต่อเนื่อง และกำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตโดดเด่นระดับตัวเลขสองหลัก หรือราว 80% แต่ในเชิงมูลค่า (Valuation) หุ้นส่วนใหญ่เริ่มไม่ได้อยู่ในระดับถูกเหมือนในอดีต
โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี VN30 ซึ่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงมากแล้ว ทำให้โอกาสในการเติบโตแบบก้าวกระโดดหลายเท่าตัวทำได้ยากกว่าหุ้นขนาดเล็ก
ขณะที่ ประเด็นการยกระดับตลาดหุ้นเวียดนามสู่ Emerging Market ซึ่งถูกพูดถึงมานานกว่า 10 ปี มองราคาหุ้นได้สะท้อนข่าวดีไปแล้วราว 70-80% หากเกิดขึ้นจริง อาจนำไปสู่ภาวะ Sell on fact ที่นักลงทุนขายทำกำไรหลังข่าวประกาศได้
อย่างไรก็ตาม โอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในระยะต่อไป อาจไม่ได้อยู่ในตลาดหลักอย่าง ตลาดหลักทรัพย์นครโฮจิมินห์ (HOSE) แต่ซ่อนอยู่ในตลาด UPCoM หรือ ดัชนีราคาหุ้นที่คำนวณจากหุ้นของบริษัทมหาชนที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลัก ซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าถึงของกองทุนต่างชาติส่วนใหญ่
สำหรับ กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจับตา ได้แก่ กลุ่มธนาคารและประกันภัย โดยเฉพาะบริษัทลูกของธนาคารที่มีโอกาสย้ายตลาดในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า รวมถึงหุ้นที่มี Free Float ต่ำแต่พื้นฐานแข็งแกร่ง และหุ้นปันผลสูงที่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสด
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องระวังความเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะความผันผวนของค่าเงินดอง ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาทราว 25-30% ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนรวม นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานจากสถานการณ์สงครามอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation ได้





