วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘หุ้นเวียดนาม’ เด่นรับอัปเกรด FTSE กูรูเตือนอัปไซด์จำกัด เสี่ยงสงคราม-เงินเฟ้อ-ค่าเงินกดดัน

‘หุ้นเวียดนาม’ เด่นรับอัปเกรด FTSE กูรูเตือนอัปไซด์จำกัด เสี่ยงสงคราม-เงินเฟ้อ-ค่าเงินกดดัน

“ดัชนีหุ้นเวียดนาม” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลัง FTSE Russell ซึ่งเป็นผู้จัดทำดัชนีหุ้นระดับโลก ยืนยันอัปเกรดสู่ Emerging Market จาก Frontier Market ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนก.ย. นี้ โดย “กูรู” มองว่าเม็ดเงินจากกองทุน Passive จะเป็นแรงหนุนหลัก ขณะที่ Active Fund เริ่มเข้ามาเก็งกำไรล่วงหน้าแล้ว ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกดดันเศรษฐกิจในระยะถัดไป

‘หุ้นเวียดนาม’ เด่นรับอัปเกรด FTSE กูรูเตือนอัปไซด์จำกัด เสี่ยงสงคราม-เงินเฟ้อ-ค่าเงินกดดัน

“ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังกลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่มีแนวโน้มไหลเข้าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจากการที่ตลาดหุ้นเวียดนามเตรียมถูกนำไปคำนวณในดัชนีสำคัญระดับโลก อย่าง FTSE Russell ในช่วงเดือน ก.ย.นี้ โดยประเมินจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าผ่านกองทุน Passive Fund ขณะที่ นักลงทุนกลุ่ม Active Fund เริ่มทยอยสะสมหุ้นล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไรจากแรงซื้อดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดเวียดนามเผชิญแรงขายหนักจากความเสี่ยงความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบต่อมุมมองด้านพลังงานของประเทศ เมื่อสถานการณ์เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น นักลงทุนจึงกลับเข้าซื้อส่งผลให้ตลาดรีบาวนด์ขึ้นอย่างรวดเร็ว

อีกปัจจัยสำคัญคือแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของเวียดนามในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงสูงกว่าคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว

ด้านปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจเวียดนามยังเติบโตแข็งแกร่งคาดว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวราว 6% สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ขณะที่ระดับมูลค่าหุ้นยังอยู่ในระดับน่าสนใจ โดย P/E ต่ำกว่าตลาดหุ้นไทย

สำหรับ กลยุทธ์ลงทุน แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมในช่วงจังหวะที่ตลาดยังไม่แพงมาก โดยเน้นการลงทุนผ่านดัชนีรวมเพื่อกระจายความเสี่ยงแทนการเลือกหุ้นรายตัว เนื่องจากตลาดมีการกระจุกตัวของการปรับขึ้นในบางกลุ่ม ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นเวียดนามในระยะยาว และมองมีความน่าสนใจมากกว่าหุ้นไทยในเชิงโอกาสการเติบโตในช่วงถัดไป

“ธนพงศ์ เจริญวัฒนกิจ” ผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามและไทย ณ ปัจจุบันมีลักษณะใกล้เคียงกัน คือดัชนีโดยรวมมี Upside จำกัด แม้ยังมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวในแต่ละตลาด

สำหรับตลาดหุ้นเวียดนาม ปัจจัยบวกที่สำคัญมาจากแนวโน้มการยกระดับตลาดหุ้นเวียดนามสู่ Emerging Market โดย MSCI ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับน้ำหนักจริงในช่วงกลางปีนี้ และจะเป็นแรงดึงดูดเงินลงทุนจากกองทุนประเภท Passive Fund ขณะที่ในปัจจุบันเริ่มเห็น Active Fund เข้ามาเก็งกำไรล่วงหน้าแล้ว

ด้านปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจเวียดนามยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะภาคการผลิตและการบริโภคในประเทศ ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง เนื่องจากเวียดนามพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคดังกล่าวสูง ซึ่งอาจกระทบต่อเงินเฟ้อและภาคการผลิตหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

ส่วนในเชิงกลยุทธ์ มองตลาดเวียดนามได้ปรับตัวขึ้นตอบรับข่าวยกระดับของ MSCI ไปพอสมควรแล้ว ทำให้อัปไซด์ระยะสั้นเริ่มจำกัด จึงไม่แนะนำเพิ่มน้ำหนักลงทุนในช่วงนี้ แนะนำเลือกลงทุนเป็นรายตัวในหุ้นที่ยังอยู่ในโซนราคาต่ำ และได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจ

“สุธน สิงหสุทธางกูร” (เจ็ทกี้) นักลงทุน VI ที่ไปลงทุนหุ้นเวียดนามมากกว่า 10 ปี ให้มุมมองว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเติบโตแข็งแกร่ง โดย GDP ขยายตัวต่อเนื่อง และกำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตโดดเด่นระดับตัวเลขสองหลัก หรือราว 80% แต่ในเชิงมูลค่า (Valuation) หุ้นส่วนใหญ่เริ่มไม่ได้อยู่ในระดับถูกเหมือนในอดีต

โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี VN30 ซึ่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงมากแล้ว ทำให้โอกาสในการเติบโตแบบก้าวกระโดดหลายเท่าตัวทำได้ยากกว่าหุ้นขนาดเล็ก

ขณะที่ ประเด็นการยกระดับตลาดหุ้นเวียดนามสู่ Emerging Market ซึ่งถูกพูดถึงมานานกว่า 10 ปี มองราคาหุ้นได้สะท้อนข่าวดีไปแล้วราว 70-80% หากเกิดขึ้นจริง อาจนำไปสู่ภาวะ Sell on fact ที่นักลงทุนขายทำกำไรหลังข่าวประกาศได้

อย่างไรก็ตาม โอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในระยะต่อไป อาจไม่ได้อยู่ในตลาดหลักอย่าง ตลาดหลักทรัพย์นครโฮจิมินห์ (HOSE) แต่ซ่อนอยู่ในตลาด UPCoM หรือ ดัชนีราคาหุ้นที่คำนวณจากหุ้นของบริษัทมหาชนที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลัก ซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าถึงของกองทุนต่างชาติส่วนใหญ่

สำหรับ กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจับตา ได้แก่ กลุ่มธนาคารและประกันภัย โดยเฉพาะบริษัทลูกของธนาคารที่มีโอกาสย้ายตลาดในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า รวมถึงหุ้นที่มี Free Float ต่ำแต่พื้นฐานแข็งแกร่ง และหุ้นปันผลสูงที่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสด

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องระวังความเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะความผันผวนของค่าเงินดอง ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาทราว 25-30% ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนรวม นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานจากสถานการณ์สงครามอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation ได้