วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน 2569

Login
Login

‘สินเชื่อ-ยานยนต์’ฟื้นระยะสั้น อานิสงส์รัฐดัน ‘รถเก่าแลกใหม่’ นำร่อง 2 หมื่นคัน 

‘สินเชื่อ-ยานยนต์’ฟื้นระยะสั้น อานิสงส์รัฐดัน ‘รถเก่าแลกใหม่’ นำร่อง 2 หมื่นคัน 

รัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคยานยนต์ หลังอนุมัติมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่าน ธนาคารออมสิน วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประชาชน ทำให้เกิดแนวคิดโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” กลับมาอยู่ในแผนเบื้องต้นเน้นรถปล่อยคาร์บอนต่ำและต้องผลิตในประเทศ แต่ทว่าโครงการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด คาดเริ่มนำร่องราว 20,000 คัน

‘สินเชื่อ-ยานยนต์’ฟื้นระยะสั้น อานิสงส์รัฐดัน ‘รถเก่าแลกใหม่’ นำร่อง 2 หมื่นคัน 

นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล. บัวหลวง ให้สัมภาษณ์“กรุงเทพธุรกิจ” ว่า มาตรการโครงการนำร่อง “รถเก่าแลกรถใหม่” เป็นการกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น เนื่องจากยังเป็นเพียงโครงการนำร่องและมีขนาดจำกัด จึงอาจไม่ได้ส่งผลเชิงบวกในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ความเสี่ยงของการดึงดีมานด์ในอนาคตมาใช้ก่อน เนื่องจากผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาการผ่อนชำระ ซึ่งอาจเพิ่มภาระหนี้สินในระยะยาว

ทั้งนี้ ในเชิงการลงทุนมองหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มค่ายรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนที่มีราคาจับต้องได้ เช่น Chery และ Jaecoo ซึ่งเชื่อมโยงกับหุ้น KGEN หรือ บริษัท คิง เจน จำกัด (มหาชน) และ กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น SAT หรือ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และ AH หรือ บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) ที่มีโอกาสได้อานิสงส์จากคำสั่งผลิตที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการจะมีข้อดี แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ผลกระทบต่อตลาดรถมือสองหากมีรถเก่าอายุเกิน 10 ปีไหลเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก อาจกดดันราคาที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัวให้กลับมาผันผวนอีกครั้ง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์กลุ่มผู้ใช้รถเก่ามักมีข้อจำกัดทางการเงิน การกระตุ้นให้ก่อหนี้ใหม่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อหนี้เสีย (NPL) ของสถาบันการเงิน หากไม่มีมาตรการรองรับด้านหนี้สินอย่างชัดเจน

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการรถเก่าแลกใหม่เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยตั้งเป้าหมายเบื้องต้นราว 20,000 คัน

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวถือเป็นส่วนต่อเนื่องหลังสิ้นสุดโครงการสนับสนุน EV เดิม (EV 3.0 และ EV 3.5) โดยจังหวะการออกนโยบายถือว่าเหมาะสม เนื่องจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เป็นแรงจูงใจสำคัญให้ผู้บริโภคหันมาใช้รถ EV มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม โครงการยังอยู่ในระยะนำร่อง เพื่อทดสอบความต้องการของตลาด หากได้รับการตอบรับที่ดี มีโอกาสขยายโครงการในระยะถัดไป

สำหรับผลกระทบต่อกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ มองว่ายังจำกัดในระยะสั้น เนื่องจากสัดส่วนรายได้จากชิ้นส่วน EV ของผู้ประกอบการไทยยังอยู่เพียง 10-20% อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านลบต่อผลประกอบการ และหนุนให้สัดส่วนรายได้จาก EV ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

ขณะที่กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ชัดเจนคือ “ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์” โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีพอร์ตสินเชื่อรถยนต์แข็งแกร่ง ได้แก่ TISCO KKP และ THANI อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงรอติดตามรายละเอียดเงื่อนไขของโครงการจากภาครัฐ เพื่อประเมินทิศทางการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อไป

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า กระแสนโยบายภาครัฐที่เตรียมผลักดันโครงการนำร่องรถเก่าแลกรถใหม่วงเงินเบื้องต้นราว 20,000 คัน ถือเป็นทิศทางเชิงบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะเร่งให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถ EV ได้ง่ายขึ้น 

ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดเงื่อนไขของโครงการจะมุ่งเน้นการนำรถยนต์เก่ามาแลกเป็นรถใหม่ โดยให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถกระบะ พร้อมทั้งสนับสนุนการผลิตภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยภาคครัวเรือนในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีท่ามกลางภาวะน้ำมันแพง 

ในเชิงการลงทุน ประเมินภาพรวมกลุ่มยานยนต์ในมุมมองบวกเล็กน้อย หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์มีโอกาสได้รับอานิสงส์ หากเงื่อนไขโครงการกำหนดให้รถที่เข้าร่วมต้องผลิตในประเทศ แต่ยังต้องติดตามรายละเอียดมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเพิ่มเติม เพื่อประเมินผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง 

ส่วนกลยุทธ์การลงทุน มองกลุ่มออโต้ยังน่าสนใจในเชิงมูลค่า เนื่องจากราคาหุ้นยังอยู่ในระดับไม่แพง และมีผลตอบแทนเงินปันผลในระดับสูง แม้ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมจะซบเซา แต่การมีมาตรการภาครัฐเข้ามาหนุนถือเป็นปัจจัยบวกต่อโมเมนตัมในระยะถัดไป

อย่างไรก็ดี ผลกระทบของโครงการอาจไม่รุนแรงเทียบเท่าโครงการรถยนต์คันแรกในอดีต เนื่องจากโควต้าเริ่มต้นยังอยู่ในระดับจำกัด ขณะเดียวกัน นักลงทุนควรติดตามทิศทางห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการเข้ามาของค่ายรถ EV จากจีน ว่าจะมีการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อประโยชน์ที่แท้จริงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว