"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (29 เม.ย. 2569) ปิดตลาดภาคเช้าอยู่ที่ 1,487.92 จุด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.72 จุด หรือคิดเป็น 0.52% นักวิเคราะห์ระบุว่า ดัชนีแกว่งตัวในทางบวกเป็นผลจากหุ้นในกลุ่มพลังงานที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันยังคงยืนสูงหลังช่องแคบฮอร์มุซตึงเครียดและ UAE ประกาศถอนตัวจาก OPEC ด้านนักลงทุนรอติดตามผลการประชุม กนง.
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (29 เม.ย. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,487.92 จุด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.72 จุด หรือคิดเป็น 0.52% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,488.76 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,475.30 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 30,242.58 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- PTT ราคาปิด 35.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.71% มูลค่าซื้อขาย 1,997.94 ล้านบาท
- AOT ราคาปิด 50.75 บาท ลดลง 1.75 บาท หรือ 3.33% มูลค่าซื้อขาย 1,513.81 ล้านบาท
- TOP ราคาปิด 49.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท หรือ 5.95% มูลค่าซื้อขาย 1,235.40 ล้านบาท
- DELTA ราคาปิด 310.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 1,204.33 ล้านบาท
- PTTEP ราคาปิด 151.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 1,070.82 ล้านบาท
บทวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวไซด์เวย์ตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และผลประกอบการหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลัก
ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ การประกาศถอนตัวออกจากกลุ่ม OPEC และ OPEC+ ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 พ.ค.นี้ หลังจากเป็นสมาชิกมานานกว่า 50 ปี เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิต
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังคงตึงเครียด โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและ LNG สำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางคำเตือนจากธนาคารโลกเรื่องราคาพลังงานที่อาจพุ่งสูงขึ้นอีกหากความขัดแย้งยืดเยื้อ
ขณะที่บรรยากาศการลงทุนในตลาดสหรัฐล่าสุดดัชนีสำคัญอย่าง Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ต่างปิดในแดนลบจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยี หลังจาก OpenAI รายงานรายได้และจำนวนผู้ใช้ใหม่ต่ำกว่าเป้าหมาย ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความเร็วในการเติบโตของกระแส AI และความคุ้มค่าของการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์จนนำไปสู่แรงขายในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI เช่น NVIDIA
นอกจากนี้นักลงทุนยังรอผลการประชุมเฟดคืนนี้ ซึ่งคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% โดยต้องจับตาท่าทีของ Jerome Powell ต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นักลงทุนควรติดตามการประชุม กนง. ซึ่งคาดการณ์ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพื่อรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายรองรับวิกฤตพลังงานที่อาจเกิดขึ้น
ขณะที่แนวโน้มตลาดคาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,470 จุด แนวต้าน 1,500 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือการรายงานผลประกอบการของกลุ่ม Big Tech ในสหรัฐฯ เช่น Alphabet และ Apple ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของธีม AI ในระยะถัดไป กลยุทธ์การลงทุนแนะนำหุ้น TOP โดยให้ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ 48.25 บาท


