ตลาดหุ้นไทยเปิดภาคเช้าปรับตัวลดลง 4.01 จุด โบรกเกอร์ชี้ตลาดมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแคบจากแรงกดดันทั้งในและต่างประเทศ ปัจจัยกดดันหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) ความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลังสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกไปยัง Huawei 2) ราคาน้ำมันดิบที่ชะลอตัวลง และ 3) นโยบายการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น ประกอบกับการปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เหลือ 2.4% แนะเพิ่มความระมัดระวัง ถือเงินสดในพอร์ตประมาณ 30% เพื่อรองรับความผันผวน
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยเปิดภาคเช้าปรับตัวลดลง 4.01 จุด โดยโบรกเกอร์ชี้ว่าตลาดมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแคบจากแรงกดดันทั้งในและต่างประเทศ
- ปัจจัยกดดันหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) ความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลังสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกไปยัง Huawei 2) ราคาน้ำมันดิบที่ชะลอตัวลง และ 3) นโยบายการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น ประกอบกับการปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เหลือ 2.4%
- คำแนะนำสำหรับนักลงทุนคือให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยถือเงินสดในพอร์ตประมาณ 30% เพื่อรองรับความผันผวน และทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี
ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้าเปิดตลาด ณ วันที่ 29 เม.ย. 2569 ปรับลง 4.01 จุด หรือ 0.27% อยู่ที่ 1,476.19 จุด มูลค่าการซื้อขาย 3,244.64 ล้านบาท
ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าวันนี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแคบแบบไซด์เวย์ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศที่ยังคงสร้างความผันผวนให้กับบรรยากาศการลงทุน
ทั้งนี้ หนึ่งในแรงกดดันสำคัญมาจากความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังสหรัฐฯ ออกมาตรการจำกัดการส่งออกอุปกรณ์ไปยัง Huawei ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของจีน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมชิปในตลาดไทย ถูกกดดันตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นแรง เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลง โดยมีความคาดหวังว่าสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจผ่อนคลาย หลังความเป็นไปได้ของมาตรการ War Powers Resolution ในช่วงต้นเดือน พ.ค.2569 ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันด้านสงคราม ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มพลังงานมีแนวโน้มถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง
นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาทิศทางนโยบายการเงินโลกที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น รวมถึงรอความชัดเจนจาก คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ท่ามกลางปัจจัยภายในประเทศที่กดดันเพิ่มเติม หลัง กระทรวงการคลัง ปรับลดประมาณการ GDP ไทยปีนี้ลงจาก 2.8% เหลือ 2.4% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวได้จำกัด
เชิงกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง โดยถือเงินสดในพอร์ตประมาณ 30% เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะสั้น พร้อมเน้นกลยุทธ์ “ทยอยสะสม” หุ้นพื้นฐานดี โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในช่วงที่ผ่านมา และมีโอกาสฟื้นตัวหากสถานการณ์คลี่คลาย
สำหรับหุ้นเด่นที่น่าสนใจยังคงกระจายอยู่ในหลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยวอย่าง AOT และ CENTEL กลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง BGRIM รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาลอย่าง BDMS และ BH ซึ่งยังถูกมองว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีภายใต้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก





