วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน 2569

Login
Login

ตลท.รอประเมินคุม DELTA เพิ่ม รับ ‘ราคาหุ้นร้อนแรง’ หลังกำไรพุ่ง

ตลท.รอประเมินคุม DELTA เพิ่ม รับ ‘ราคาหุ้นร้อนแรง’ หลังกำไรพุ่ง

หุ้นที่มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” (SET INDEX) คงหนีไม่พ้น “หุ้น DELTA” หรือ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ปัจจุบันถูกตลาดหลักทรัพย์ฯ ดับ “ความร้อนแรง” ด้วยการประกาศให้หลักทรัพย์เข้ามาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 (ห้ามคำนวณวงเงิน และต้องซื้อขายด้วยบัญชี Cash Balance) ตั้งแต่วันที่ 16-30 เม.ย. 2569 

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลท. ติดตามการซื้อขายหลักทรัพย์บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ใกล้ชิด เนื่องจากมีการซื้อขายที่ “ค่อนข้างร้อนแรง” แต่เมื่อพิจารณาจากผลประกอบการล่าสุด ไตรมาส 1 ปี 2569 พบมี “กำไรสุทธิ” เพิ่มขึ้นถึง 65% ยิ่งหนุนแรงซื้อขายในตลาดมากขึ้น 

ดังนั้น การจะพิจารณาปรับระดับมาตรการกำกับการซื้อขาย เช่น การขึ้นเครื่องหมาย T2 ยังต้องรอการวิเคราะห์ข้อมูลที่ชัดเจน และครบถ้วนอีกครั้ง

ตลท.รอประเมินคุม DELTA เพิ่ม รับ ‘ราคาหุ้นร้อนแรง’ หลังกำไรพุ่ง

นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล) บัวหลวง เปิดเผยว่า หุ้น DELTA ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงปลายเดือนเม.ย. 2569 โดยทำจุดสูงสุดใหม่และราคาพุ่งทะลุ 300 บาท รับแรงหนุนจากกำไรไตรมาส 1/2569 ที่ออกมาดีเกินคาด (All Time High) พุ่งขึ้น 65% จากปีก่อน ได้รับอานิสงส์โดยตรง จากความต้องการสินค้ากลุ่ม AI และ Data Center ที่เติบโตทั่วโลก

สะท้อนผ่านตัวเลขส่งออกเดือนมี.ค.เติบโตดี จากอิเล็กทรอนิกส์โตแรง และสอดคล้องหุ้นต่างประเทศด้วย ที่กลุ่มเซมิคอนดักส์เตอร์ปรับขึ้นมาหมดทุกประเทศ

นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายการลงทุนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ “ศูนย์ข้อมูล” (ดาต้าเซนเตอร์) และ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) ซึ่งจะเห็นได้จากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐมีการทุ่มงบลงทุนด้านการเพิ่มศักยภาพของดาต้าเซนเตอร์ และการพัฒนา AI ในเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สนับสนุนต่อธุรกิจของ DELTA ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ขณะที่ ยังคงมองว่าความต้องการ (ดีมานด์) ของลูกค้าในการสั่งออเดอร์การผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังมีความต้องการในการสั่งซื้อเข้ามามากต่อเนื่อง ทำให้บริษัทยังคงต้องมีการลงทุนในการขยายโรงงานผลิตเพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น 

โดยบริษัทได้ตั้งงบลงทุนในการลงทุนโรงงานใหม่และขยายกำลังการผลิตในปี 2569 ไว้ที่ 550 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น หลังจากที่ปัจจุบันกำลังการผลิตของโรงงานที่มีอยู่ใช้เกือบเต็มทั้งหมด ซึ่งแผนงานของบริษัทจะมีการเพิ่มสายการผลิตใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2569 ในพื้นที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู และเตรียมเปิดโรงงานใหม่เพิ่มเติมอีก 2 แห่งในช่วงกลางปี 2570

นอกจากนี้ บริษัทได้มีการซื้อที่ดินในสโลวาเกีย เพื่อรองรับตลาดยุโรป และตลาดในตะวันออกลาง ซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ ของบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในยุโรป และตะวันออกลางที่มีการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ และพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นการเข้ามาเสริมโรงงานในอินเดีย ที่ยังมีศักยภาพในการรองรับลูกค้าได้อย่างดี

สำหรับ แนวโน้มผลการดำเนินงานของ DELTA คาดว่าการเติบโตของรายได้ยังคงเห็นการเติบโตในระดับตัวเลข 2 หลักต่อเนื่อง ซึ่งในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทยังมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางธุรกิจ หลังไตรมาส 1 ปี 2569 สามารถทำผลการดำเนินงานออกมาอย่างแข็งแกร่ง จากดีมานด์ของลูกค้าที่เข้ามาต่อเนื่อง และบริษัทยังมีความสามารถในการรองรับออเดอร์ของลูกค้าได้เพียงพอ โดยที่ยังคงเห็นออเดอร์จากลูกค้าเข้ามาล่วงหน้าแล้วราว 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมีการบริหารจัดการในด้านต้นทุนการผลิตอย่างดี ภายใต้ความเสี่ยงทีมาจากความตึงเครียดของสถานการณ์ในตะวันออกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ทำให้ราคาต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตมีการปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับเคมีภัณฑ์ และปิโตรเคมีที่ราคาสูงขึ้น ทำให้บริษัทต้องมีการบริหารจัดการด้านต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้บริษัทยังสามารถรักษาระดับความสามารถในการทำกำรได้ดีต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกลางเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บริษัทยังติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ว่าปัจจุบันผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นจะยังไม่มากก็ตาม

ขณะที่ DELTA รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,691 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไร 15.8% เพิ่มขึ้นจาก 13.3% ของงวดเดียวกันในปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มสินค้าที่แตกต่างกันควบคู่กับประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย

ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้สร้าง “สถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์” อยู่ที่ 9,081 ล้านบาท เติบโตสูง 65.4% จากปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 14.8% และ กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.73 บาท เทียบกับ 0.44 บาทต่อหุ้นในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน