หุ้นที่มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” (SET INDEX) คงหนีไม่พ้น “หุ้น DELTA” หรือ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ปัจจุบันถูกตลาดหลักทรัพย์ฯ ดับ “ความร้อนแรง” ด้วยการประกาศให้หลักทรัพย์เข้ามาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 (ห้ามคำนวณวงเงิน และต้องซื้อขายด้วยบัญชี Cash Balance) ตั้งแต่วันที่ 16-30 เม.ย. 2569
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลท. ติดตามการซื้อขายหลักทรัพย์บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ใกล้ชิด เนื่องจากมีการซื้อขายที่ “ค่อนข้างร้อนแรง” แต่เมื่อพิจารณาจากผลประกอบการล่าสุด ไตรมาส 1 ปี 2569 พบมี “กำไรสุทธิ” เพิ่มขึ้นถึง 65% ยิ่งหนุนแรงซื้อขายในตลาดมากขึ้น
ดังนั้น การจะพิจารณาปรับระดับมาตรการกำกับการซื้อขาย เช่น การขึ้นเครื่องหมาย T2 ยังต้องรอการวิเคราะห์ข้อมูลที่ชัดเจน และครบถ้วนอีกครั้ง
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล) บัวหลวง เปิดเผยว่า หุ้น DELTA ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงปลายเดือนเม.ย. 2569 โดยทำจุดสูงสุดใหม่และราคาพุ่งทะลุ 300 บาท รับแรงหนุนจากกำไรไตรมาส 1/2569 ที่ออกมาดีเกินคาด (All Time High) พุ่งขึ้น 65% จากปีก่อน ได้รับอานิสงส์โดยตรง จากความต้องการสินค้ากลุ่ม AI และ Data Center ที่เติบโตทั่วโลก
สะท้อนผ่านตัวเลขส่งออกเดือนมี.ค.เติบโตดี จากอิเล็กทรอนิกส์โตแรง และสอดคล้องหุ้นต่างประเทศด้วย ที่กลุ่มเซมิคอนดักส์เตอร์ปรับขึ้นมาหมดทุกประเทศ
นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายการลงทุนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ “ศูนย์ข้อมูล” (ดาต้าเซนเตอร์) และ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) ซึ่งจะเห็นได้จากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐมีการทุ่มงบลงทุนด้านการเพิ่มศักยภาพของดาต้าเซนเตอร์ และการพัฒนา AI ในเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สนับสนุนต่อธุรกิจของ DELTA ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ขณะที่ ยังคงมองว่าความต้องการ (ดีมานด์) ของลูกค้าในการสั่งออเดอร์การผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังมีความต้องการในการสั่งซื้อเข้ามามากต่อเนื่อง ทำให้บริษัทยังคงต้องมีการลงทุนในการขยายโรงงานผลิตเพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น
โดยบริษัทได้ตั้งงบลงทุนในการลงทุนโรงงานใหม่และขยายกำลังการผลิตในปี 2569 ไว้ที่ 550 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น หลังจากที่ปัจจุบันกำลังการผลิตของโรงงานที่มีอยู่ใช้เกือบเต็มทั้งหมด ซึ่งแผนงานของบริษัทจะมีการเพิ่มสายการผลิตใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2569 ในพื้นที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู และเตรียมเปิดโรงงานใหม่เพิ่มเติมอีก 2 แห่งในช่วงกลางปี 2570
นอกจากนี้ บริษัทได้มีการซื้อที่ดินในสโลวาเกีย เพื่อรองรับตลาดยุโรป และตลาดในตะวันออกลาง ซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ ของบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในยุโรป และตะวันออกลางที่มีการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ และพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นการเข้ามาเสริมโรงงานในอินเดีย ที่ยังมีศักยภาพในการรองรับลูกค้าได้อย่างดี
สำหรับ แนวโน้มผลการดำเนินงานของ DELTA คาดว่าการเติบโตของรายได้ยังคงเห็นการเติบโตในระดับตัวเลข 2 หลักต่อเนื่อง ซึ่งในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทยังมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางธุรกิจ หลังไตรมาส 1 ปี 2569 สามารถทำผลการดำเนินงานออกมาอย่างแข็งแกร่ง จากดีมานด์ของลูกค้าที่เข้ามาต่อเนื่อง และบริษัทยังมีความสามารถในการรองรับออเดอร์ของลูกค้าได้เพียงพอ โดยที่ยังคงเห็นออเดอร์จากลูกค้าเข้ามาล่วงหน้าแล้วราว 6 เดือน
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมีการบริหารจัดการในด้านต้นทุนการผลิตอย่างดี ภายใต้ความเสี่ยงทีมาจากความตึงเครียดของสถานการณ์ในตะวันออกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ทำให้ราคาต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตมีการปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับเคมีภัณฑ์ และปิโตรเคมีที่ราคาสูงขึ้น ทำให้บริษัทต้องมีการบริหารจัดการด้านต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้บริษัทยังสามารถรักษาระดับความสามารถในการทำกำรได้ดีต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกลางเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บริษัทยังติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ว่าปัจจุบันผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นจะยังไม่มากก็ตาม
ขณะที่ DELTA รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,691 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไร 15.8% เพิ่มขึ้นจาก 13.3% ของงวดเดียวกันในปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มสินค้าที่แตกต่างกันควบคู่กับประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย
ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้สร้าง “สถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์” อยู่ที่ 9,081 ล้านบาท เติบโตสูง 65.4% จากปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 14.8% และ กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.73 บาท เทียบกับ 0.44 บาทต่อหุ้นในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน


