วันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2569

Login
Login

โบรกเผยประชุมเฟด-กนง.คาดคงดอกเบี้ย จับตาจีดีพีไทยเสี่ยงถูกหั่น กดดันหุ้นไทย

โบรกเผยประชุมเฟด-กนง.คาดคงดอกเบี้ย จับตาจีดีพีไทยเสี่ยงถูกหั่น กดดันหุ้นไทย

สัปดาห์นี้ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาการประชุมของเฟด และธนาคารกลางหลักอย่าง ECB, BOE และ BOJ ซึ่งคาดว่าจะ “คงอัตราดอกเบี้ย” พร้อมกัน ภายใต้ท่าที Wait and See หรือรอดูสถานการณ์ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวที่ยังจำกัด

ขณะที่ การประชุม กนง. นักวิเคราะห์ คาดว่าจะคงดอกเบี้ยต่อเนื่อง แม้เงินเฟ้อมีสัญญาณฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยภาพรวมยังสะท้อนเศรษฐกิจที่เปราะบางและมีโอกาสถูกปรับลดจีดีพี ประกอบกับกำไรบริษัทจดทะเบียนที่อาจผ่านจุดสูงสุดแล้ว ทำให้ตั้งแต่เดือน พ.ค.เป็นต้นไป หุ้น Domestic Play อาจถูกปรับลดประมาณการกำไร ซึ่งจะยิ่งกดดันทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทิศทางการประชุมเฟดรอบนี้ คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอน โดยจุดยืนของเจอโรม พาวเวลล์ มีแนวโน้มเป็นกลาง ไม่ส่งสัญญาณชัดเจนไปทางขึ้นหรือลงดอกเบี้ย

ทั้งนี้ ตลาดยังคงแบ่งรับแบ่งสู้ระหว่างการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในเดือนธันวาคม หรืออาจไม่มีการลดเลยในปีนี้ ซึ่งถ้อยแถลงของประธาน Fed ไม่น่าจะทำให้ตลาดเปลี่ยนน้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากสงครามและราคาน้ำมัน แม้กดดัน แต่ยังส่งผลต่อเงินเฟ้อ (CPI) และอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ค่อนข้างจำกัด

นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแรงหนุนจากธีม AI ทำให้ความเสี่ยงขาลงต่ำกว่าหลายประเทศ โดยประเมินว่า ดัชนีดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์จะไม่ผันผวนมากจากการประชุมครั้งนี้

ขณะที่ในฝั่งไทย คาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องไปตลอดปี โดยเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่เดือนมิถุนายน และอาจเร่งขึ้นสู่ระดับมากกว่า 3% ภายใน 2-3 เดือน จากแรงกดดันต้นทุน ทั้งราคาน้ำมันดีเซล ปุ๋ย และค่าไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม มุมมองเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง โดยอาจเห็นการปรับลดประมาณการ GDP ลงต่ำกว่า 1.5% จากเดิมที่คาดไว้ 1.8-2%

ด้านตลาดหุ้นไทย ประเมินว่า กำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ที่ถูกปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับ 96-97 บาท จากแรงหนุนกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ น่าจะเป็นจุดสูงสุด แล้ว และตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป มีความเสี่ยงที่มากกว่า 10 กลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหุ้น Domestic Play จะถูกปรับลดประมาณการกำไร 

โดยกลุ่มท่องเที่ยวอาจถูกปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวจาก 34 ล้านคน เหลือ 31.5 ล้านคน กระทบกำไรราว 2-3 หมื่นล้านบาท ขณะที่กลุ่มเกษตรได้รับแรงกดดันจากต้นทุนปุ๋ยสูง กระทบรายได้เกษตรกรจนมีโอกาสติดลบเกือบ 10% และส่งผลต่อยอดขายสาขาเดิม

ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์และอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะเห็นดาวน์ไซด์ของกำไรราว 10% ส่งผลให้ภาพรวมตลาดยังมีความเปราะบาง โดยประเมินว่า SET Index มีโอกาสปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 1,410 จุด จึงแนะนำให้นักลงทุน Wait and See ยังไม่ควรเร่งเข้าซื้อ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ 3 ธีมหลัก ได้แก่ กลุ่มที่กำไรยังมีเสถียรภาพหรือมีอัพไซด์ เช่น KCE, DELTA, PTTGC และ IRC กลุ่มพลังงานหมุนเวียน ที่กลับมาโดดเด่น เช่น GUNKUL และ BCPG และกลุ่มที่รอจังหวะซื้อเมื่อราคาย่อตัวโดยเน้นหุ้นอาหารและเครื่องดื่ม เช่น OSP 

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล. ทิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในการประชุม กนง. รอบนี้ คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดประเมินไว้

ทั้งนี้ในระยะถัดไปมีโอกาสสูงที่ กนง. จะคงดอกเบี้ยต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หากมีการลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง อาจถูกตีความว่าเป็นสัญญาณเชิงลบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยได้

ในส่วนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ประเมินว่า การประชุมเฟดในครั้งนี้เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ย เช่นกัน โดยอยู่ในโหมด Wait and See เพื่อรอประเมินผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความแข็งแกร่ง ตัวเลขการบริโภคและตลาดแรงงานยังอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เฟดยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับนโยบาย และจะยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจนจนกว่าจะเห็นพัฒนาการของปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น

ด้านเงินเฟ้อ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น โดยมีแรงหนุนหลักจากราคาน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันยังทรงตัวอยู่บริเวณระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดว่าเงินเฟ้อจะขึ้นแตะจุดสูงสุด ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ก่อนจะทยอยชะลอลง และไม่น่าทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน

สำหรับทิศทางตลาดการเงิน มองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบทรงตัว ไม่ได้ปรับขึ้นหรือลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากตลาดไม่ได้คาดหวังการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยในระยะสั้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ แนะนำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการเก็งกำไรจากประเด็นดอกเบี้ย และหันไปให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดหุ้นในระยะถัดไปมากกว่า ขณะที่ตลาดยังรอความชัดเจนจากธนาคารกลางทั่วโลกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและความเสี่ยงจากสงครามในระยะข้างหน้า

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้มีการประชุมธนาคารกลางหลักทั่วโลคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมกันเกือบทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็น FED, ECB, BOE และ BOJ โดยมีท่าที “Wait and See” เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันสองด้าน ได้แก่ เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตามราคาพลังงาน และความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวที่ยังมีอยู่สูง ทำให้ยังไม่สามารถปรับนโยบายการเงินได้อย่างชัดเจนในระยะนี้

สำหรับการประชุม กนง. ในรอบนี้ ถือเป็นไฮไลต์สำคัญ โดยคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้ลงจากระดับเดิมราว 1.5% จากผลกระทบของสงครามที่กดดันการบริโภคและภาคท่องเที่ยว ขณะเดียวกันมีแนวโน้มปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ ตามต้นทุนพลังงานและราคานำเข้าที่สูงขึ้น

ขณะที่ทิศทางตลาดทุนจะขึ้นอยู่กับโทนของธนาคารกลางเป็นหลัก หากเน้นความกังวลเงินเฟ้อจะเป็นลบต่อตลาดหุ้น แต่หากให้น้ำหนักต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานจะช่วยหนุนความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายในอนาคต และเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มเติบโตในระยะถัดไป