วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน 2569

Login
Login

DELTA โชว์กำไรไตรมาส 1/69 ที่ 9,081 ล้าน โตแรง 65% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

DELTA โชว์กำไรไตรมาส 1/69 ที่ 9,081 ล้าน โตแรง 65% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1/259 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า กำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสนี้มีจำนวน 9,691 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรร้อยละ 15.8 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13.3 ของงวดเดียวกันในปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มสินค้าที่แตกต่างกันควบคู่กับประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย 

DELTA โชว์กำไรไตรมาส 1/69 ที่ 9,081 ล้าน โตแรง 65% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นอกจากนี้บริษัทฯ ได้มีการบันทึกรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอาคารโรงงาน พร้อมรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 318 ล้านบาท ร่วมกับรายได้ชดเชยการผิดสัญญาทางการค้าและรายได้อื่น ๆ รวมทั้งบันทึกประมาณการหนี้สินภาษีส่วนเพิ่ม 1,283 ล้านบาท ตามกฎการคำนวณภาษีเงินได้เสาหลักที่สอง (Pillar Two model rule) ที่ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 9,081 ล้านบาท เติบโตสูงร้อยละ 65.4 จากปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 14.8 และกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.73 บาท เทียบกับ 0.44 บาทต่อหุ้นในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ในส่วนของ ยอดขายสินค้าและบริการในไตรมาสนี้อยู่ที่ 61,387ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 43.6 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 6.4 จากไตรมาสที่แล้ว สะท้อนการเริ่มต้น ปีงบประมาณ 2569 อย่างแข็งแกร่ง บนแนวโน้มรายได้ขาขึ้นต่อเนื่องจากปี 2568 ซึ่งไดร้ับแรงหนุนจากการเติบโตของคำสั่งซื้อใหม่การเพิ่มขึ้นของผลผลิตโรงงาน และการขยายกำลังการผลิต 

โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตสอดคล้องกับความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เชื่อมโยงกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เร่งตวัข้ึนอย่างมาก ท่ามกลางความผันผวนของตลาดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อความเสี่ยงด้านราคาพลังงาน แต่ความต้องการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกยังแข็งแกร่ง โดยบริษัทชั้นนำเร่งการใช้จ่ายเพื่อผลักดันการใช้งาน AI ในวงกว้าง ส่งผลให้แนวโน้มธุรกิจของบริษัทฯ ยังคงมีทิศทางเชิงบวก ทั้งโซลูชั่นการบริหารจัดการพลังงานประสิทธิภาพสูงสำหรับศูนย์ข้อมูลระบบระบายความร้อน โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงาน 

นอกจากนี้กลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบอัตโนมัติสำหรับภาคอุตสาหกรรมและอาคารสีเขียวก็มีการเติบโตดีต่อเนื่องเช่นกัน ขณะที่รายได้กลุ่มโซลูชั่น สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ยังคงอ่อนตัวจากสถานการณ์ดีมานด์ที่ยังไม่ฟื้นตัว 

ท้ังนี้บริษัทฯ คงมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่มีปัจจัยกดดัน พร้อมปรับใช้แนวทางการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยืดหยุ่นเพื่อรักษาการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ควบคู่กับการขยายการลงทุนภายใต้กลยุทธ์การผลิตอัจฉริยะเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งมอบสินค้าและบริการให้ลูกค้าระดับโลก

สำหรับกำไรข้ันต้นในไตรมาสนี้มีจำนวน 19,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 78.1 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สืบเนื่องจากการเติบโตของยอดขายที่เพิ่มขึ้นในภาพรวม ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มสินค้าพาวเวอร์อิเล็คทรอนิกส์และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอัตรากำไรี 

ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (รวมการวิจัยและพัฒนา) มีจำนวน 9,775 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.5 จากไตรมาสที่แล้ว และปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 86.9 จากปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากบันทึกค่าใช้จ่ายด้านการขายในส่วนภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นภายใต้การเรียกเก็บของรัฐบาลสหรัฐ ส่งผลให้บริษัทฯ เกิดค่าใช้จ่ายอากรเพื่อส่งออกสินค้า
ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันในการเรียกเก็บคืนจากลูกค้าตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งจำนวนเงินส่วนี้จะถูกบันทึกในรายได้ตามหลัก IFRS 

นอกจากนี้บริษัทฯ มีค่าสิทธิจ่ายเพิ่มสูงขึ้นสอดคลอ้งกับการผลิตและแนวโน้มการขายสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีจากสิทธิบัตรของบริษัทแม่ในไต้หวัน และค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสนี้เพื่อรองรับการผลิตและส่งมอบสินค้าปริมาณสูงตามความต้องการของลูกค้า

ขณะที่ ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นตามทิศทางเชิงกลยุทธ์เพื่อขยายขีดความสามารถด้านบุคลากรและเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้บริษัท ฯ สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนการขายและการบริหารได้ดี ส่งผลให้มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายประเภทดังกล่าวต่อรายได้รวมลดลงจากปีที่แล้ว