วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569

Login
Login

รัฐเร่งลงทุน ‘เมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้าน’ หวังฟื้นศก.ไทย โบรกแนะ‘รับเหมา-นิคม-แบงก์’

รัฐเร่งลงทุน ‘เมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้าน’ หวังฟื้นศก.ไทย โบรกแนะ‘รับเหมา-นิคม-แบงก์’

โบรกมองแผนลงทุนเมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้าน ความหวังรัฐบาลฟื้นเศรษฐกิจไทย “บล.ยูโอบี เคย์เฮียน” ชี้ “กลุ่มรับเหมาฯ” ได้รับอานิสงส์โดยตรง แต่ “ระมัดระวัง”ในระยะสั้น “บล.บัวหลวง” แนะลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของรัฐ “บล.พาย” มองกลุ่มรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าว

โครงการเมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล กำลังถูกวางเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ในการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจไทย” ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ผ่าน “4 เมกะโปรเจกต์สำคัญ” ได้แก่ แลนด์บริดจ์ รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2 รถไฟทางคู่สายใต้เฟส 2 และการเร่งพัฒนาโครงการ EEC

รัฐเร่งลงทุน ‘เมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้าน’ หวังฟื้นศก.ไทย โบรกแนะ‘รับเหมา-นิคม-แบงก์’

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การประเมินภาพรวมแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านบาท พบรัฐบาลกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทั้งระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยที่ขยับเข้าใกล้เพดาน ส่งผลให้การขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียวทำได้ยากขึ้น ทำให้แนวทางสำคัญที่รัฐบาลจำเป็นต้องนำมาใช้รูปแบบ PPP มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม โมเดล PPP มีทั้งข้อดีและความเสี่ยง โดยเอกชนจะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรับความเสี่ยงด้านผลประกอบการโดยตรง หากโครงการไม่ประสบความสำเร็จหรือขาดทุน จะไม่สามารถจำกัดความเสี่ยงได้เหมือนรูปแบบรับเหมาก่อสร้างในอดีต

สำหรับ โครงการแลนด์บริดจ์ มองยังมีความท้าทายในเชิงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หากพิจารณาเพียงประโยชน์จากการลดระยะเวลาและต้นทุนขนส่งการไม่ต้องอ้อมผ่านแหลมมลายูหรือสิงคโปร์ อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้โครงการคุ้มทุนได้

ในมุมของตลาดทุนไทย “หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” ยังได้รับอานิสงส์ แต่ในระยะสั้นนักลงทุนควรใช้ “ความระมัดระวัง” โดยสถิติในอดีตชี้ว่าหุ้นกลุ่มนี้มักยังไม่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในปีแรก จากความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ และมักจะเริ่มปรับตัวขึ้นในปีที่ 2

นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังเผชิญแรงกดดันจากการบริโภคภายในประเทศที่เติบโตจำกัด ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดการขยายตัวของ GDP ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องพึ่งพาการลงทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจ

ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณของรัฐบาล ส่งผลให้การเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ในรูปแบบเดิมทำได้ยากมากขึ้น รัฐจึงต้องปรับกลยุทธ์ไปสู่การใช้รูปแบบการร่วมลงทุนรูปแบบ PPP มากขึ้น ควบคู่กับการใช้เครื่องมือระดมทุนอื่น เช่น กองทุน Thailand Future Fund เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงการเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจาก FDI ผ่าน BOI

ในมุมของตลาดทุน หุ้นที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น WHA และ AMATA กลุ่มโลจิสติกส์อย่าง SJWD รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะ STECON และ CK เนื่องจากเป็นตัวเลือกหลักของเอกชนที่เข้าร่วมลงทุนในโครงการ PPP กลุ่มธนาคารจะได้อานิสงส์จากการปล่อยสินเชื่อเพื่อรองรับโครงการขนาดใหญ่ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ ยังมีแนวโน้มเชิงบวกจากความต้องการใช้วัสดุที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณงานก่อสร้าง

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทยอย่างมาก เนื่องจากไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ สามารถเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน มองว่ากลุ่มรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะ CK STECON และ ITD อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นของ STECON ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว ขณะที่ CK ยังปรับขึ้นไม่มาก นักลงทุนควรระมัดระวัง เนื่องจากหุ้นกลุ่มรับเหมามักเคลื่อนไหวตามกระแสข่าวเป็นหลัก โดยจังหวะลงทุนที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงที่มีการเปิดประมูลงานจริง