วันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” เช้านี้ (27 เม.ย. 2569) ปิดบวก 24.41 จุด ดัชนีรีบาวด์ ลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ประกาศงบกลุ่มเทคสหรัฐ

“หุ้นไทย” เช้านี้ (27 เม.ย. 2569) ปิดบวก 24.41 จุด ดัชนีรีบาวด์ ลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ประกาศงบกลุ่มเทคสหรัฐ

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (27 เม.ย. 2569) ปิดตลาดช่วงเช้าอยู่ที่ 1,480.51 จุด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 24.41 จุด หรือคิดเป็น 1.68% นักวิเคราะห์ชี้ดัชนีปิดตลาดเช้าในแดนบวกวันนี้ มาจากความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 รวมถึงการประกาศงบกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐมีทิศทางบวก

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (27 เม.ย. 2569) ปิดตลาดช่วงเช้าอยู่ที่ 1,480.51 จุด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 24.41 จุด หรือคิดเป็น 1.68% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,483.14 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,455.00 จุด และมีมูลค่าซื้อขาย รวม 27,607.39 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. DELTA ราคาปิด 309.00 บาท เพิ่มขึ้น 19.00 บาท หรือ 6.55% มูลค่าซื้อขาย 2,665.79 ล้านบาท
     
  2. SCB ราคาปิด 132.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท หรือ 1.93% มูลค่าซื้อขาย 1,867.33 ล้านบาท
     
  3. PTTEP ราคาปิด 149.00 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.33% มูลค่าซื้อขาย 1,321.58 ล้านบาท
     
  4. TRUE ราคาปิด 13.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ 0.74% มูลค่าซื้อขาย 1,301.51 ล้านบาท
     
  5. KBANK ราคาปิด 191.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.53% มูลค่าซื้อขาย 1,139.12 ล้านบาท

นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ และทีมนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัท ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้ามีทิศทางฟื้นตัวได้ต่อ ตอบรับหลังรายงานว่าอิหร่านได้ยื่นข้อเสนอใหม่ต่อสหรัฐ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซและยุติสงครามที่ยืดเยื้อ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยได้แรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่นำโดย DELTA เก็งกำไรผลประกอบการที่คาดออกมาดี , กลุ่มแบงก์ และกลุ่มพลังงาน

ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้คาดมีความผันผวนต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน โดยอาจมีแรงขายเฉพาะตลาดหุ้นไทยแต่ในภาพรวมจะอิงกับการเจรจารอบ 2 ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน

ปัจจัยต่างประเทศมีประเด็นสำคัญจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งตัวแทนพิเศษคือ Jared Kushner และ Steve Witkoff เดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เพื่อเจรจากับเจ้าหน้าที่ของอิหร่าน ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (OFAC) ได้ประกาศคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันเอกชนรายใหญ่ของจีนเพื่อกดดันให้จีนลดการซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่าน

นอกจากนี้ ตลาดยังอยู่ในช่วงฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ยังมีทิศทางที่ดี แม้จะมีความกังวลเรื่องกฎหมายควบคุมการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิป (MATCH Act) ของสภาคองเกรส รวมถึงการชะลอการอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนหลังตัวเลข GDP ไตรมาส 1 เติบโตดีกว่าคาด

ด้านปัจจัยภายในประเทศ ติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติมของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ที่จะมีการเพิ่มการสนับสนุนเงินเป็น 4,000 บาท เพื่อพยุงโมเมนตัมเศรษฐกิจในไตรมาส 2 นอกจากนี้ยังมีตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญคือรายงานยอดขายรถยนต์ประจำเดือนเม.ย. รวมถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงปลายสัปดาห์

มองกรอบดัชนีที่ 1,440-1,480 จุด ดัชนีมีโอกาสรีบาวด์เนื่องจากตลาดปรับตัวลงมาค่อนข้างแรงก่อนหน้านี้ โดยต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของ BOJ, การประชุม FOMC ของสหรัฐฯ และการรายงานดัชนี PCE รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยุโรป ส่วนปัจจัยในไทยต้องติดตามการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ในวันที่ 29 เม.ย. นี้

กลยุทธ์การลงทุน : แนะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมามาก โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ราคาอ่อนตัวลงหลังเครื่องหมาย XD ได้แก่ SCB, KTB, KBANK เพื่อเข้าสะสมก่อนการปิดงวดบัญชี สำหรับหุ้นแนะนำในพอร์ตประกอบด้วย CCET, WHA, AOT, BA, SCB และ ADVANC นอกจากนี้ ยังมีมุมมองต่อหุ้นรายตัวที่มีประเด็นบวกอย่าง ERW ที่คาดกำไรไตรมาส 1 จะเติบโตดี และ TU ที่ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงที่ยังขยายตัวได้ดี