วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

ล้วงพอร์ตหุ้น 'กระทรวงการคลัง' โกยปันผลปี 68 ฉ่ำ PTT-AOT นำทีมจ่ายสูงสุด รวมมูลค่ากว่า 4.6 หมื่นล้าน

ล้วงพอร์ตหุ้น 'กระทรวงการคลัง' โกยปันผลปี 68 ฉ่ำ PTT-AOT นำทีมจ่ายสูงสุด รวมมูลค่ากว่า 4.6 หมื่นล้าน

"กระทรวงการคลัง" ถือเป็นหนึ่งใน "ผู้เล่นรายใหญ่" ในตลาดทุนไทย จากการถือครองหุ้นในบริษัทจดทะเบียนรวม 11 หลักทรัพย์ มูลค่ารวมระดับมหาศาล โดยในจำนวนนี้มีถึง 7 บริษัทที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ นำโดย PTT ที่เป็นแหล่งรายได้หลักจากเงินปันผล ทั้งนี้ "กรุงเทพธุรกิจ" พาไปเปิดพอร์ตการลงทุนของ "กระทรวงการคลัง" เจาะลึกว่าปี 2568 สามารถโกยเงินปันผลรวม  46,291 ล้านบาท

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT

ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวน 14,675,631,250 หุ้น สัดส่วน 51.38% จ่ายปันผลปี 2568 จำนวน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวน 0.90 บาท จ่ายเมื่อวันที่ 17 ต.ค.2568 และครั้งที่ 2 ขึ้น XD เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2569 จ่ายปันผลวันที่ 28 เม.ย.2569 จำนวน 1.40 บาท รวมปันผลทั้งปี 2568 ที่ 2.30 บาท ดังนั้นกระทรวงการคลังได้เงินปันผลทั้งปี 2568 มูลค่า  33,753.95 ล้านบาท

  • PTT มีมาร์เก็ตแคป 992,564 ล้านบาท 
  • P/E 10.92 เท่า 
  • ราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบ 1 ปีอยู่ที่ 38.00 / 29.50 บาท 
  • ราคาย้อนหลัง YTD อยู่ที่ +8.59%
  • เงินปันผล YTD อยู่ที่ 6.62%

บล.บียอนด์ ระบุวา ปรับคำแนะนำเป็นซื้อจากถือที่ราคาเป้าหมาย 39.00 บาท ณ สิ้นปี 2569 อ้างอิงวิธีประเมินมูลค่า Sum of the Parts (SOTP) สะท้อนการเพิ่มมูลค่าของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี จากสมมติฐานค่าการกลั่น (GRM) และ Product Spreads ที่ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะตลาดพลังงานและส่วนต่างผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งขึ้นส่งผลเชิงบวกต่อกาไรของแต่ละธุรกิจ

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT 

ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวน 10,000,000,000 หุ้น สัดส่วน 70.00% จ่ายปันผลปี 2568 จำนวน 1 ครั้ง ที่ 0.81 บาท ขึ้น XD เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2568 จ่ายปันผลเมื่อวันที่ 5 ก.พ.2569 รวมกระทรวงการคลังได้เงินปันผลทั้งปี 2568 มูลค่า 8,100 ล้านบาท 

  • AOT มีมาร์เก็ตแคป 782,142 ล้านบาท 
  • P/E 44.86 เท่า 
  • ราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบ 1 ปีอยู่ที่ 59.00 / 26.75 บาท 
  • ราคาย้อนหลัง YTD อยู่ที่ +3.30%
  • เงินปันผล YTD อยู่ที่ 1.48%

บล.พาย ระบุว่า จากการที่มีความชัดเจนของการใช้ PSC ที่จะเริ่มในเดือนมิ.ย. 2569 และจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วงไตรมาส 4/69 เป็นต้นไป เราจึงการปรับไปใช้ราคาพื้นฐานปี 2570 แทนเพื่อรับกับอัตรา PSC ใหม่เต็มปีที่คาดกำไรสุทธิ 30,601 ล้านบาท +48%YoY และทำให้ประเมินมูลค่าเหมาะสมได้ใหม่ที่ 72 บาท 

ทั้งนี้ ผู้โดยสารรวมในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 71.3 ล้านคน +4%YoY และคิดเป็นสัดส่วน  53% ของผู้โดยสารทั้งปีที่ AOT คาดไว้ที่ 135.4 ล้านคน +7% โดยแนวโน้มผู้โดยสารในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 เราต้องติดตามผลกระทบจากสงครามที่อาจจะทาให้จานวนนักท่องเที่ยวทั้งปีอาจจะไม่ถึงเป้าซึ่งจะเป็นความเสี่ยงต่อผลประกอบการทั้งปีได้

โดยคาดว่า หากจำนวนผู้โดยสารของ AOT ลดลงทุกๆ 1% จะกระทบกพไรสุทธิประมาณ 2% สำหรับตัวเลขผู้โดยสารระหว่างวันที่ 1-4 เม.ย.2569 ยังเติบโตทั้งผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น6%YoYและเที่ยวบิน +3%YoY

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการงวดไตรมาส 2/69 คาดเห็นการเติบโตจากปีก่อนได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส มาอยู่ที่ 5,126 ล้านบาท +1%YoY,+10%QoQ เติบโตจากปีก่อนเพราะรายได้ดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยของ King Power ขณะที่รายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์แม้จะเริ่มเก็บอัตราใหม่แต่ด้วยฐานที่ต่าในปีก่อนจึงทาให้รายได้ดังกล่าวในงวด ไตรมาส 2/69 ลดลงไม่มากนัก -4%YoY

ทั้งนี้ คาดรายได้อยู่ที่ 17,862 ล้านบาท +0.2%YoY,+6%QoQ แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจการบิน 9,450 ล้านบาท +0.7%YoY,+7%QoQ และรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบิน 8,411 ล้านบาท -1%YoY,+5%QoQ 

ขณะที่ แนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3/69 จะเริ่มได้รับผลดีจากการเก็บค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) ในอัตราใหม่ที่ 1,120 บาท/คน สาหรับเส้นทางระหว่างประเทศจากเดิม 730 บาท/คนที่จะเริ่มในวันที่ 20 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่า จะช่วยลดผลกระทบหากจำนวนผู้โดยสารปรับตัวลดลงจากผลกระทบของสงครามที่เกิดขึ้น

 

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) THAI

ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวน 11,010,143,112 หุ้น สัดส่วน 38.90% จ่ายปันผลปี 2568 จำนวน 1 ครั้ง ที่ 0.21 บาท ขึ้น XD เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 จ่ายปันผลวันที่ 18 พ.ค.2569 รวมกระทรวงการคลังได้เงินปันผลทั้งปี 2568 มูลค่า 2,312.13 ล้านบาท 

  • THAI มีมาร์เก็ตแคป 175,480 ล้านบาท 
  • P/E 5.68 เท่า 
  • ราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบ 1 ปีอยู่ที่ 19.40 / 5.25 บาท 
  • ราคาย้อนหลัง YTD อยู่ที่ -12.95%
  • เงินปันผล YTD อยู่ที่ 3.47%

บล.กรุงศรี ระบุว่า คงคำแนะนำ ซื้อ หุ้น THAI ปรับราคาเป้าหมายปี 2569 ลงเป็น 7.85 บาท (DCF, WACC 10.7%) โดยเรามองหุ้น THAI น่าสนใจจาก Valuation ที่ซื้อขายเพียง EV/EBITDA 3x ต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง AAV และ BA ที่อยู่ราว 6-8x แม้หุ้นยังถูกกดดันจากความเสี่ยง Overhang หุ้นเพิ่มทุนราคาต่ำ (2.5452-4.48 บาท) ราว 2 หมื่นล้านหุ้นที่จะหมด Silent period ต้นส.ค.2569 รวมถึงแรงกดดันระยะสั้นจากสงครามตะวันออกกลางที่อาจทำให้กำไรปี 2569 มี Downside อย่างไรก็ตามเรามองว่า การปรับตัวลงของราคาหุ้นสะท้อนความเสี่ยงกรอบเวลาสงคราม 1-3 เดือน ไปแล้วทำให้ Valuation ปัจจุบันมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุน
 

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB

ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 จำนวน 11,364,282,005 หุ้น สัดส่วน 11.65% จ่ายปันผลปี 2568 จำนวน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวน 0.07 บาท จ่ายเมื่อวันที่ 22 ต.ค.2568 และครั้งที่ 2 ขึ้น XD เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 จ่ายปันผลวันที่ 21 พ.ค.2569 จำนวน 0.07 บาท รวมปันผลทั้งปี 2568 ที่ 0.14 บาท ดังนั้นกระทรวงการคลังได้เงินปันผลทั้งปี 2568 มูลค่า  1,591 ล้านบาท

  • TTB มีมาร์เก็ตแคป 218,560 ล้านบาท 
  • P/E 9.87 เท่า 
  • ราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบ 1 ปีอยู่ที่ 2.40 / 1.74 บาท 
  • ราคาย้อนหลัง YTD อยู่ที่ +9.90%
  • เงินปันผล YTD อยู่ที่ 6.14%

บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า ปัจจุบันหุ้นของ TTB ซื้อขายที่ P/BV 0.91 เท่า ซึ่งท าให้การซื้อหุ้นคืนอาจจะได้ประโยชน์ไม่มากนัก อย่างไรก็ตามทาง TTB จะยังคงท าโครงการซื้อหุ้นคืนต่อไป โดยตอนนี้อยู่ในเฟส 3 วงเงิน 9.6 พันล้านบาท โดยจะรับซื้อในช่วง 20 ก.พ. –19 ส.ค. และนอกจากการซื้อหุ้นคืนแล้ว TTB จะยังคงบริหารจัดการเงินกองทุนต่อ โดยคาดว่าจะยังสามารถจ่ายปันผลสูงได้ต่อไป โดยเราคาดว่าปี 69 TTB จะมีการจ่ายปันผลที่ Payout ratio 60% จากปีก่อนที่จ่าย 63.4%

ทั้งนี้ ยังคงประมาณการกำไรปี 2569 ของ TTB ไว้ที่ 20.4 พันล้านบาท ลดลง 1.1% y-y จากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และยังคงราคาพื้นฐาน 2.24 บาท ไม่มีส่วนต่างแล้ว แต่ยังมีปันผล โดยครึ่งปีหลังของปี 2568 TTB ประกาศจ่ายปันผล 0.068 บาท/หุ้น คิดเป็น Div. yield 3% จะมีการขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 27 เม.ย. และจ่ายวันที่ 20 พ.ค.2569 ส่วนปี 2569 คาดว่าจะจ่าย 0.13 บาท/หุ้น คิดเป็น Div. yield 5.8% แนะนำทยอยซื้อ 


บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT

ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 จำนวน 261,350,000 หุ้น สัดส่วน 22.13% จ่ายปันผลปี 2568 จำนวน 4 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวน 0.22 บาท จ่ายเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2568 ครั้งที่ 2 จ่ายเมื่อวันที่ 8 ก.ย.2568 จำนวน 0.22 บาท ครั้งที่ 3 จ่ายเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 จำนวน 0.22 บาท และครั้งที่ 4 ขึ้น XD เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2569 จ่ายปันผลวันที่ 27 พ.ค.2569 จำนวน 0.22 บาท รวมปันผลทั้งปี 2568 ที่ 0.88 บาท ดังนั้นกระทรวงการคลังได้เงินปันผลทั้งปี 2568 มูลค่า  229.99 ล้านบาท

  • DMT มีมาร์เก็ตแคป 12,994 ล้านบาท 
  • P/E 12.11 เท่า 
  • ราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบ 1 ปี อยู่ที่ 11.40 / 9.70 บาท 
  • ราคาย้อนหลัง YTD อยู่ที่ +5.77%
  • เงินปันผล YTD อยู่ที่ 8.00%

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่มีความผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น บริษัทฯได้ขานรับนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า เปิดบริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าฉุกเฉินให้แก่ผู้ใช้ทางยกระดับอุตราภิมุข ณ ด่านดินแดง 2 พร้อมสร้างทีมงาน “DMT Smart Assistant”  ยกระดับมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้บริการทางในกรณีฉุกเฉิน

“เพื่อให้ผู้ใช้ทางได้มั่นใจถึงความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัย บริษัทฯ จึงเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านความช่วยเหลือ ดูแลผู้ใช้บริการทางยกระดับอุตราภิมุข โดยมีทีมงาน DMT Smart Assistant  ประกอบไปด้วยพนักงานจัดการจราจร พนักงานกู้ภัย พนักงานปฏิบัติการพิเศษ และพนักงานรถยก ที่ทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมปฏิบัติการ (Operation Control Center : OCC) ประสานการทำงานกับระบบ กล้อง AI CCTV เพื่อเฝ้าระวังและตรวจสอบเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นบนทางยกระดับอุตราภิมุข ทีมงานเหล่านี้สามารถเข้าช่วยเหลือผู้ใช้ทางภายใน 12 นาที เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที”

ทั้งนี้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พัฒนาความรู้และทักษะด้านระบบยานยนต์ไฟฟ้าและความปลอดภัย โดยเชิญวิทยากรชั้นนำของสถาบันยานยนต์ มาอบรมและเสริมเทคนิคการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการกู้ภัยและขั้นตอนการดับเพลิงให้กับทีมงาน เพื่อให้มีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือดูแลรถยนต์ไฟฟ้าลูกค้าอย่างมีคุณภาพ สร้างความอุ่นใจให้ผู้ใช้บริการในความปลอดภัยตลอดการเดินทางกับโทล์ลเวย์


กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF

ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวน 457,000,000 หุ้น สัดส่วน 10.00% จ่ายปันผลปี 2568 จำนวน 4 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวน 0.12 บาท จ่ายเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2568 ครั้งที่ 2 จ่ายเมื่อวันที่ 15 ก.ย.2568 จำนวน 0.11 บาท ครั้งที่ 3 จ่ายเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2568 จำนวน 0.11 บาท และครั้งที่ 4 ขึ้น XD เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2569 จ่ายปันผลวันที่ 18 มี.ค.2569 จำนวน 0.12 บาท รวมปันผลทั้งปี 2568 ที่ 0.46 บาท ดังนั้นกระทรวงการคลังได้เงินปันผลทั้งปี 2568 มูลค่า  210.22 ล้านบาท

  • TFFIF มีมาร์เก็ตแคป 29,934 ล้านบาท 
  • P/E - เท่า 
  • ราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบ 1 ปีอยู่ที่ 6.95 / 5.45 บาท 
  • ราคาย้อนหลัง YTD อยู่ที่ +4.80%
  • เงินปันผล YTD อยู่ที่ 7.07%

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า กรมทางหลวงมีแนวคิดในการใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ (TFFIF) มาก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ ก่อนหน้านี้ กรมทางหลวงได้จัดทำร่างกฎหมายค่าธรรมเนียมผ่านทางฉบับใหม่เสร็จแล้ว เนื่องจากพ.ร.บ. กำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงและสะพาน พ.ศ.2497 ไม่ให้นำรายได้จากกองทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางไปใช้ในการระดมทุน รวมถึงจะต้องปรับบัญชีเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางมอเตอร์เวย์ ให้มีสภาพเป็นนิติบุคคล เพื่อให้สามารถทำนิติกรรมกับกองทุน TFFIF ได้ และได้นำเสนอคณะกรรมการกฤษฏีกา แต่เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล ดังนั้นหลังจากรัฐบาลชุดใหม่แถลงนโยบายเสร็จเรียบร้อย กรมฯจะนำเสนอเรื่องนี้อีกครั้ง

ซึ่งเชื่อว่า การทำ TFFIF ของกรมทางหลวงจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดภาระงบประมาณในการลงทุน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยังทำให้สามารถนำเงินจากกองทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางไปใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น

ส่วนโครงการที่มีความพร้อมเป็นโครงการนำร่องที่จะใช้การระดมเงินจาก TFFIF ในการก่อสร้างคือ มอเตอร์เวย์ M8 ระยะที่ 1 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ ระยะทาง 61 กม.ซึ่งแผนเดิมทล.จะใช้รายได้จากองทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางมอเตอร์มาก่อสร้างงานโยธา ช่วง นครปฐม-ตลาดจินดา ระยะทาง 9.3 กม. ประมาณ 10,509 ล้านบาท หากการแก้ไขกฎหมายแล้วเสร็จภายในปี 2570 คาดว่าจะใช้เวลาในการออก TFFIF เพื่อระดมทุนได้ในปี 2571 พอดีกับแผนงานโครงการ


บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP

ถือหุ้นใหญ่อันดับ 6 จำนวน 65,543,767 หุ้น สัดส่วน 4.45% จ่ายปันผลปี 2568 จำนวน 1 ครั้ง ที่ 1.05 บาท ขึ้น XD เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2569 จ่ายปันผลวันที่ 24 เม.ย.2569 รวมกระทรวงการคลังได้เงินปันผลทั้งปี 2568 มูลค่า 68.82 ล้านบาท 

  • BCP มีมาร์เก็ตแคป 52,647 ล้านบาท 
  • P/E 18.25 เท่า 
  • ราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบ 1 ปีอยู่ที่ 40.75 / 24.20 บาท 
  • ราคาย้อนหลัง YTD อยู่ที่ +37.50%
  • เงินปันผล YTD อยู่ที่ 2.94%

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569–2570 ขึ้น 7-9% เป็น 6.8 พันล้านบาท และ 7.5 พันล้านบาท ตามลำดับ และปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 42.00 บาท เพื่อสะท้อนธุรกรรมการเข้าลงทุน CHK เข้ามาไว้ในประมาณการคาดกำไรสุทธิปี 2569 จะเติบโต YoY จาก 1.อัตราการกลั่นสูงขึ้นหลังผ่านวัฎจักรปิดซ่อมบำรุงใหญ่ 2.ประโยชน์จากการใช้งานเรือ VLCC เต็มปี 3.การขยายกำลังผลิต Asphalt และ 4.ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้น

ทั้งนี้ ปรับคำแนะนำขึ้นเป็นซื้อ”จากแนวโน้มการเติบโตของกำไรปี 2569–2570 และหุ้นยังมีโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury stock) ระยะเวลา 3 ปีมูลค่าไม่เกิน 3.8 พันล้านบาทช่วยจำกัด Downside โดยระยะแรกวงเงินไม่เกิน 1.1 พันล้านบาทจำนวนหุ้นไม่เกิน 29.5 ล้านหุ้น เริ่ม 16 ธ.ค.2568-15 มิ.ย.2569 (คาดจะสิ้นสุด Black-out Period ภายหลังการจ่ายเงินปันผล)


บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC

ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 จำนวน 20,000,000 หุ้น สัดส่วน 15.92% จ่ายปันผลปี 2568 จำนวน 1 ครั้ง ที่ 1.25 บาท ขึ้น XD เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 จ่ายปันผลวันที่ 25  พ.ค.2569 รวมกระทรวงการคลังได้เงินปันผลทั้งปี 2568 มูลค่า 25.00 ล้านบาท 

  • MFC มีมาร์เก็ตแคป 2,550 ล้านบาท 
  • P/E 10.64 เท่า 
  • ราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบ 1 ปีอยู่ที่ 29.75 / 20.00 บาท 
  • ราคาย้อนหลัง YTD อยู่ที่ -24.81%
  • เงินปันผล YTD อยู่ที่ 6.16%

นายเกษตร ชัยวันเพ็ญ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด สายการขายและการตลาด บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เปิดเผยว่า ทิศทางอุตสาหกรรมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปี 2569 คาดว่ายังคงเติบโตต่อเนื่อง และเราจะรักษาการเติบโตผ่านกลยุทธ์ที่เน้นการยกระดับบริการและผลิตภัณฑ์  การพัฒนานโยบายการลงทุนที่หลากหลายและยืดหยุ่น โดยเพิ่มตัวเลือกการลงทุนที่ปรับให้เข้ากับทุกสภาวะตลาด และนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนา App ให้สมาชิกในการเข้าถึงข้อมูล รวมทั้งให้ความรู้เรื่องการลงทุน ให้คำปรึกษา และจัดสัมมนา เพื่อให้สมาชิกเข้าใจแผนการลงทุน  เลือกนโยบายที่เหมาะสมกับช่วงอายุและความเสี่ยง


3 หุ้นไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล 

บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEYOND

ปี 2568 ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 2 จำนวน 31,200,000 หุ้น สัดส่วน 10.76%

  • BEYOND มีมาร์เก็ตแคป 2,480 ล้านบาท 
  • P/E 1,025.03 เท่า 
  • ราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบ 1 ปีอยู่ที่ 8.95 / 4.90 บาท 
  • ราคาย้อนหลัง YTD อยู่ที่ -3.39%
  • เงินปันผล YTD อยู่ที่ -%

บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEYOND เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Sustaining Excellence, Scaling with Purpose” โดยมุ่งต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมระดับ Ultra Luxury พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจผ่านการพัฒนาแบรนด์โรงแรมของบริษัทและการลงทุนในธุรกิจไลฟ์สไตล์และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อผลักดันการเติบโตและสร้างมูลค่าในระยะยาว

สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจโรงแรมทั้ง 2 แห่ง โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ ที่ประมาณ 3,600 ล้านบาท เติบโต 9% จากปีก่อน พร้อมเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุน เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ควบคู่กับการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีวินัย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงินและเพิ่มความยืดหยุ่นในการรองรับการเติบโตในระยะยาว


บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT

ปี 2568 ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 1 จำนวน 452,134,022 หุ้น สัดส่วน 65.80%

  • MCOT มีมาร์เก็ตแคป 4,432 ล้านบาท 
  • P/E - เท่า 
  • ราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบ 1 ปีอยู่ที่ 7.50 / 2.74 บาท 
  • ราคาย้อนหลัง YTD อยู่ที่ +109.42%
  • เงินปันผล YTD อยู่ที่ -%

บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT เดินหน้ายุทธศาสตร์ปลดล็อกทรัพย์สิน (Asset Monetization) ครั้งสำคัญ เปิดประมูลให้เช่าที่ดินแปลงศักยภาพสูงย่านรัชดา-พระราม 9 เนื้อที่รวมกว่า 50 ไร่ มูลค่าประเมินกว่า 9,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมสื่อ (Non-Broadcast) ท่ามกลางภาวะถดถอยของสื่อดั้งเดิมและการเตรียมตัวรับมือใบอนุญาตคลื่นความถี่ที่จะหมดอายุลงในปี 2571-2572

นางสาวสุนทรียา วงศ์ศิริกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานการเงิน MCOT กล่าวถึงความจำเป็นในการขยับตัวครั้งนี้ว่า ธุรกิจสื่อดั้งเดิมทั้งวิทยุและทีวีดิจิทัลอยู่ในภาวะถดถอยและคงไม่เติบโตไปกว่านี้ การให้เช่าที่ดินรัชดา-พระราม 9 จึงเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการสร้างกระแสเงินสดเพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจ S-Curve ใหม่ๆ หากเราไม่มีเงินลงทุน การขยายธุรกิจ Non-Broadcast อื่นจะทำได้ยากมาก

ผู้บริหารระบุเสริมถึงเป้าหมายทางการเงินว่า รายได้จากการเช่าที่ดินจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้บริษัทไม่ต้องเผชิญภาวะขาดทุนภายในปี 2571 โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก Non-Broadcast ให้ถึง 25-30% เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว


บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ NEP

ปี 2568 ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 2 จำนวน 295,847,860 หุ้น สัดส่วน 12.72%

  • NEP มีมาร์เก็ตแคป 465 ล้านบาท 
  • P/E 45.53 เท่า 
  • ราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบ 1 ปีอยู่ที่ 0.26 / 0.18 บาท 
  • ราคาย้อนหลัง YTD อยู่ที่ +5.26%
  • เงินปันผล YTD อยู่ที่ -%

นายวีระชาติ โลห์ศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ NEP เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจและการสร้างแบรนด์ WISE ในปี 2569 ว่าบริษัทขับเคลื่อนธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงคุณภาพ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาโซลูชั่นบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ ควบคุมคุณภาพการผลิต ไปจนถึงการส่งมอบ ภายใต้มาตรฐานระดับสากล มากว่า 60 ปี

โดยในปี 2569 บริษัทมีความพร้อมอย่างเต็มกำลังในการสร้างแบรนด์ใหม่เป็นครั้งแรก “WISE Zipper Bags” ที่มีจุดแข็งด้านการผลิตที่ได้มาตรฐานระดับโลก การจัดจำหน่ายครบทุกมิติช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ รวมถึงการสร้างแบรนด์สินค้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของวัยทำงาน ครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ทั้งนี้ เป้าหมายในปี 2569 มุ่งสร้างการเติบโตของแบรนด์อย่างต่อเนื่องและมั่นคง โดยขยายฐานลูกค้าที่เน้นการเติบโตจากคุณภาพสินค้า และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค วางรากฐานให้แบรนด์แข็งแรงในระยะยาว มากกว่าการเติบโตระยะสั้น ดังนั้นกลยุทธ์การตลาดสำหรับแบรนด์ WISE โดยมีผลิตภัณฑ์ WISE Zipper Bags เป็นตัวหลักของปีนี้ คือการยกระดับสู่แบรนด์พรีเมี่ยม และเป็นสมาร์ท ช้อยส์ สำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเน้นคุณภาพสินค้าและความคุ้มค่า มากกว่าแข่งขันด้านราคา พร้อมทั้งสร้างการรับรู้ผ่านการใช้งานจริงในครัวเรือน มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและการซื้อซ้ำในระยะยาว

ล้วงพอร์ตหุ้น 'กระทรวงการคลัง' โกยปันผลปี 68 ฉ่ำ PTT-AOT นำทีมจ่ายสูงสุด รวมมูลค่ากว่า 4.6 หมื่นล้าน