วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

GULF สยายปีกลงทุนยุโรป คาดไตรมาสแรกนิวไฮ อานิสงส์โรงไฟฟ้ารีนิว

GULF สยายปีกลงทุนยุโรป คาดไตรมาสแรกนิวไฮ อานิสงส์โรงไฟฟ้ารีนิว

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยกับ“กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ด้านกลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศ บริษัทกำลังมุ่งเน้นไปที่การแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดที่มีศักยภาพสูง อย่าง ยุโรป อังกฤษ และสหรัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจแห่งอนาคต เพื่อรองรับการเติบโตที่ยั่งยืน

โดยปัจจุบันบริษัทกำลังมุ่งเน้นการศึกษาและขยายโครงการลงทุนในภูมิภาคยุโรป และสหราชอาณาจักร โดยมีแผนการจัดตั้งสำนักงานในประเทศอังกฤษ เพื่อรองรับการบริหารจัดการการลงทุนและขยายตัวของธุรกิจในต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ตามแนวทางที่ นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้เคยวางเป้าหมายไว้ก่อนหน้านี้

“เราเน้นการขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีศักยภาพสูงและมีความมั่นคง ทำให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า ขณะที่การลงทุนในเวียดนามมีสัดส่วนที่เล็กมากเมื่อเทียบกับพอร์ตการลงทุนรวม และไม่มีแผนปรับยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มสัดส่วนในพื้นที่ดังกล่าว”

 

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวกรณี รัฐบาลเวียดนามค้างชำระค่าไฟฟ้าแก่เอกชนนั้น  นางสาวยุพาพิน ชี้แจงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าบริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นดังกล่าว และยืนยันว่าที่ผ่านมาได้รับชำระเงินมาโดยตลอด โดยในส่วนของโครงการ “แม่โขง” (Mekong) ขณะนี้ได้ข้อยุติจากการเจรจาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้าเป็นเพียงการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าลงชั่วคราวในระหว่างการเจรจา ไม่ใช่การไม่ชำระเงิน ซึ่งจากการบรรลุข้อตกลงดังกล่าว จะส่งผลให้บริษัทสามารถบันทึกรายได้กลับเข้ามาในไตรมาส 1 นี้ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท

ส่วนกรณีการเจรจาอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับโครงการโซล่าร์ (TTCIZ-01 และ TTCIZ-02 ในประเทศเวียดนาม) ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับทางการ เพื่อขอปรับอัตราค่าไฟฟ้าให้กลับมาอยู่ที่ระดับเดิม หลังจากที่มีการปรับลดลงมาเล็กน้อยในช่วงก่อนหน้า ซึ่งปัจจุบันจะยังมีการจ่ายเงินอยู่แต่เป็นในระดับราคาที่ลดลง

สำหรับทิศทางผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส1/2569 คาดว่า น่าจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่น อาจสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (Record High) อีกครั้ง นางสาวยุพาพิน กล่าวว่า มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการรับรู้รายได้ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ครบทั้ง 12 แห่ง ซึ่งเป็นการทยอยเปิดในช่วงปลายปี 2567 จำนวน 5 แห่ง และในปี 2568 อีก 7 แห่ง ทำให้ไตรมาส 1 ปี 2569 สามารถรับรู้กำไรได้เต็มปีจากทุกโครงการ

ขณะที่ โครงการ “แม่โขง” (Mae Khong) คาดว่าจะสร้างกำไรเพิ่มขึ้นอีกราว 600 ล้านบาท และยังได้รับแรงหนุนสำคัญจากโครงการอื่น ๆ โดยเฉพาะโครงการ Jackson มีทิศทางผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นมากจากช่วงเดียวกันปีก่อน รวมถึง CP และ Khorum ก็มีทิศทางผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

นอกจากนี้ บริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบหรือความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก เนื่องจากมีกลไกการส่งผ่านต้นทุน (Cost Pass-through) ที่มีประสิทธิภาพ และช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 แม้จะไม่มีการเปิดโครงการ COD ใหม่เพิ่มเติม แต่จะมีกำไรจากโครงการ “ปากลาย” (Pak Lay) เข้ามาเสริม ทำให้คาดว่าแนวโน้มในไตรมาส 2 ปี 2569 ภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี และยังคงรักษาไว้ในระดับเดิมเช่นเดียวกับไตรมาสแรกที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายปีนี้ไว้ตามเดิมคาดรายได้เติบโต 10-15% มีปัจจัยหนุนจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ของโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ รวมกำลังการผลิตประมาณ 695 เมกะวัตต์ ซึ่งประกอบด้วยโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ 6 โครงการ (623 เมกะวัตต์), โรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ (10 เมกะวัตต์) และโครงการ solar rooftop (63 เมกะวัตต์)

อีกทั้ง ธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยจะเป็นปีแรกที่บริษัทรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์ และบริษัทมีแผนขยายการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70 ลำ (4-5 ล้านตัน) เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มโรงไฟฟ้าและเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมการจัดหาและขนส่ง (shipper fee)

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในสหรัฐอเมริกาจะเติบโตต่อเนื่อง จากค่า Capacity Payment ที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงกลางปี 2569 จาก 270 ดอลลาร์เป็น 329 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน