วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2569

Login
Login

โบรกคาดกำไร ‘เครือเอสซีจี’ ยังแกร่ง แม้2โรงงานใหญ่ ‘ระยอง-เวียดนาม’ ถูกชัตดาวน์

โบรกคาดกำไร ‘เครือเอสซีจี’ ยังแกร่ง แม้2โรงงานใหญ่ ‘ระยอง-เวียดนาม’ ถูกชัตดาวน์

โบรกคาดการณ์กำไร "เครือเอสซีจี" ยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยหนุนจากธุรกิจปูนซีเมนต์ แพคเกจจิ้ง และเดคคอร์ ที่มีผลประกอบการดีขึ้น ด้านการปิดโรงงาน ROC และ LSP ส่งผลกระทบต่อกำไรโดยรวมจำกัด ฝั่งโรงงานหลัก MOC ยังทำผลงานได้ดี คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 250 บาท

นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก เปิดเผยว่า กำไรของ “กลุ่มเอสซีจี” มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกภาคส่วนธุรกิจ โดย SCC คาดรับรู้กำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 5,047 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 359.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 236.7% จากไตรมาสก่อน โดยมาจากอัตรากำไรหรือมาร์จินในระดับสูง ในกลุ่มธุรกิจปูนซีเมนต์ หลังแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะเพิ่มมากขึ้น

ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) คาดจะรับรู้กำไรราว 1,300 ล้านบาท จากราคาขายเพิ่มขึ้นทางฝั่งโรงงานบรรจุภัณฑ์กระดาษ Fajar ในอินโดนีเซีย โดยต้นทุนค่าใช้จ่ายแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อน หลังราคาถ่านหินและกระดาษรีไซเคิลยังคงที่

ฝั่งธุรกิจกระเบื้องปูพื้นของ บมจ. เอสซีจี เดคคอร์ (SCGD) คาดมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น จากรายได้การส่งออกไปยังตลาดเวียดนามซึ่งมีความแข็งแกร่งสอดคล้องกับตลาดอสังหาฯที่กำลังเติบโต อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการปรับโครงสร้าง

รวมถึงบริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD ซึ่งคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการขนส่งและให้บริการห้องแช่แข็งตามแนวโน้มการบริโภคอาหารแช่แข็งที่มีมากขึ้น

สำหรับประเด็นที่ตลาดกังวล เรื่องการปิดโรงงานปิโตรเคมี Long Son Petrochemical (LSP) ในเวียดนามชั่วคราวนั้น มองว่า “มีผลกระทบต่อกำไรจำกัด” เพราะการตัดสินใจดังกล่าวเป็นการลดความเสี่ยงจากภาวะสงครามหลังความผันผวนในตะวันออกกลางทำให้ราคาวัตถุดิบพุ่งสูง

โดยจากประมาณการ หากบริษัทดำเนินการผลิตต่อไปด้วยราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำให้มีผลขาดทุนราว 3,000 ล้านบาทต่อไตรมาส เมื่อนำมาเทียบกับต้นทุนที่ต้องใช้เปิดโรงงานจะเห็นว่าเท่ากันที่ 3,000 ล้านบาท กล่าวคือการผลิตมีผลลัพธ์เท่ากับการหยุดผลิต

ในปัจจุบัน ตลาดเวียดนามมีการแข่งขันด้านราคาสูง ราคาเม็ดพลาสติกนำเข้าจากสหรัฐแม้จะรวมค่าขนส่งแล้วก็ยังถือว่ามีราคาถูกกว่าที่บริษัทผลิต การหยุดเดินเครื่องจึงเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลทางธุรกิจ โดยมองว่าแม้จะมีการปิดโรงงาน LSP และ ROC แต่โรงงานหลักอย่าง MOC (มาบตาพุดโอเลฟินส์) ยังคงทำกำไรได้ดีต่อเนื่อง      

มองไปข้างหน้า คาดว่าในไตรมาส 2 ทิศทางของกลุ่มปูนใหญ่จะยังคงทรงตัวไปจนถึงมีทิศทางดีขึ้น บนเงื่อนไขสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางคลี่คลาย ซึ่งหากราคาน้ำมันลดลงน้อยลงคาดว่าจะเป็นอัปไซด์ต่อหุ้นกลุ่มนี้

สำหรับกำไรสุทธิปี 2569 ของกลุ่มปูนใหญ่คาดว่าจะเติบโต 10-20% จากปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจปูนซีเมนต์คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนในโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ของภาครัฐ ส่วน SCGD คาดว่าจะยังรักษายอดขายที่ดีจากการส่งออกไปยังเวียดนาม

คำแนะนำในการลงทุน มองว่าราคาหุ้น SCC ที่ปรับตัวลงมาหลังรับข่าว เป็นแรงขายจากภาวะตื่นตระหนก (panic sell) เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงก่อนการประกาศงบการเงิน (Silent period) ทำให้บริษัทอาจไม่สามารถชี้แจงถึงสาเหตุที่จำเป็นต้องปิดโรงงาน LSP ได้อย่างครบถ้วน นักลงทุนจึงทยอยขายออกมาก่อนเพื่อลดความเสี่ยง

อย่างไรก็ตามในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า คาดว่าจะมีการชี้แจงถึงสาเหตุต่าง ๆ อย่างรอบด้านมากขึ้น ช่วยหนุนราคาหุ้นจะกลับไปสู่จุดเดิมที่ 231 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 250 บาท โดยมองช่วงราคา 212-215 เป็นจุดเข้าซื้อที่เหมาะสม