ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 23 เม.ย.2569 หุ้น SCC หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ร่วง 6.87% ลดลง 16.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 217.00 บาท
บล.ดาโอ เปิดเผยว่า SCC รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า แม้ในช่วงที่ผ่านมา SCC ได้ดำเนินมาตรการต่างๆที่เหมาะสมในเชิงพาณิชย์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถามการณ์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นนอกช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรักษาเสถียรภาพในการดำเนินงานและลดผลกระทบต่อผู้มีมีมีส่วนได้เสียให้น้อยที่สุด แต่จากสถานการณ์ที่ยังคงยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอนสูง โดยยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะคลี่คลายใต้ในระยะเวลาอันใกล้ บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องหยุดเดินโรงงาน Long Son Petrochemicals Co.,Ltd. (LSP) เป็นการชั่วคราวในช่วงกลางเดือน พ.ค.2569 ทั้งนี้ ในการหยุดโรงงาน LSP ดังกล่าวมีผลกระทบต่อตันทุนโดยประมาณ 250 ล้านบาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม เรากลับมามองเชิงลบอีกครั้งต่อแนวโน้มปริมาณขายรวม เรามีมุมมองเชิงลบมากขึ้นจากห่าวนี้ต่อภาพรวบธุรกิจของ SCC ซึ่งเราเชื่อว่าจะเห็นปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีรวมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในครึ่งปีแรกของปี 2569 จากการหยุดดำเนินงานของทั้ง LSP และบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC)
โดย LSP และ ROC มีกำลังการผลิต (nameplate capacity) รวมของเอทิลีน(ethylene), โพรพิลีน (propylene), HDPE, และ PP คิดเป็น
60%/50%/34%/32% ของ capacity โดยรวมยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้ม olefins spread เรายังคงบมองเชิงบวกต่อแนวโน้นส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ (olefins spread ซึ่งได้ปัจจัยหนุนจากภาวะอุปทานขัดข้อง (supply shortage) จากผลกระทบของสงครามระหว่างอิสราเอล/สหรัฐอเบริกา (US)-อีหร่าน
โดย HDPE spreadเฉลี่ย QTD อยู่ที่ USD535/ton เทียบกับ USD324/1 ในไตรมาส 1/69 ขณะที่ PP spread เฉลี่ย อยู่ที่ USD491/tเทียบกับ USD330ttlu 1Q200wnsde nsk ที่เป็นไปได้ต่อประมาณการกําโรสุทธิปีนี้ เราเห็นถึงความเสี่ยงกลง (downside) ที่เป็นไปใต้ต่อประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ของเราที่ 1.66 หมื่นล้ามบาท (+18% YoY) จากแนวโน้มปริมาณขายรวมผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่อาจน้อยกว่าที่เราคาดที่ 3.1 ล้านตัน (mt) ในปีนี้ (เทียบกับ 2.8 mtในปีที่ผ่านมา) จากผลกระทบของการหยุดดำเนินงาน LSP และ ROC โดยจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (senstivity analysis) เราประเป็นว่าทุกๆ 1 เดือนที่ LSP และ ROC หยุดดำเนินงามจะกระทบปริมาณการผลิตผลิตภัณฑ์โตรเตรเคมีรวม (PE, PF) ประมาณ 120 พันตัน (kt)
ในขณะเดียวกัน เราประเมินว่า ROC จะมีต้นทุนคงที่ประมาณ 150 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ LSPมีตันทุนทุนคงที่ (รวมถึง ค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ย) ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อเดือนปรับคำแนะนำลงเป็น "ถือ" แต่คงราคาเป้าหมายปี 2026E ที่ 250.00 บาท อิงวิธี SOTP โดยในเบื้องตัน เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิและราคาเป้าหมายของเราเราใช้เหมือนเดิมเนื่องจากเรามองว่ามีโอกาสที่ LSP และ ROC จะกลับมาดำเนินงานได้หากสงครามยุติและมีการเปิดเส้นทาง Strait of Hormuz ภายในครึ่งปีหลังของปีนี้ แต่เนื่องจากราคาปัจจุบันสะท้อน upside ต่อรากาเป้าหมายของเราที่จำกัดแล้วเราจึงปรับคำแนะนำลงมาเป็น "ถือ"





