วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2569

Login
Login

‘สงครามสหรัฐ-อิหร่าน’ ใกล้ยุติ โบรกเกอร์เปิดโผหุ้นเด่น ‘อิเล็กทรอนิกส์-ปิโตรเคมี-นิคมฯ’

‘สงครามสหรัฐ-อิหร่าน’ ใกล้ยุติ โบรกเกอร์เปิดโผหุ้นเด่น ‘อิเล็กทรอนิกส์-ปิโตรเคมี-นิคมฯ’

ความไม่แน่นอน “สงครามสหรัฐ และอิหร่าน” กลับมากดดันตลาดอีกครั้ง หลังแผนเจรจาถูกยกเลิก ขณะที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขยายหยุดยิงไม่มีกำหนด และยังคงมาตรการปิดล้อม แม้อิหร่านส่งสัญญาณพร้อมคุยสะท้อนเกมต่อรองที่ยังยืดเยื้อ ท่ามกลางความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบการขนส่งพลังงานโลก โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า แม้สถานการณ์อาจผ่านจุดพีกแต่ผลเจรจายังไม่ชัด ทำให้ “น้ำมันทรงตัวสูงกดดันเศรษฐกิจ” และ “จำกัดอัปไซด์หุ้นไทย”

‘สงครามสหรัฐ-อิหร่าน’ ใกล้ยุติ โบรกเกอร์เปิดโผหุ้นเด่น ‘อิเล็กทรอนิกส์-ปิโตรเคมี-นิคมฯ’

สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการเจรจาระหว่าง “สหรัฐ-อิหร่าน” ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ โดยประเด็นสำคัญของการเจรจาอยู่ที่ข้อเรียกร้อง 4 ข้อของฝั่งอิหร่าน ได้แก่ การให้สหรัฐถอนกำลังทหาร ยุติการโจมตี จ่ายเงินชดเชย และไม่แทรกแซงช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์พลังงานโลก และเป็นประเด็นขัดแย้งหลักในรอบนี้

ทั้งนี้ ในกรณี Base Case ประเมินว่า จะทยอยกลับมาเปิดภายใน 2 เดือนข้างหน้า แทนการเปิดเต็มรูปแบบทันที แม้สถานการณ์ความตึงเครียดจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงเกิดการเผชิญหน้าเพิ่มเติม โดยราคาน้ำมันดิบ Brent มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ ต้นทุนน้ำมันดีเซล กระทบค่าขนส่ง การผลิต และกำลังซื้อ ขณะที่ราคาปุ๋ยที่ปรับเพิ่มกว่า 30% กดดันภาคเกษตร โดยเฉพาะช่วงเพาะปลูกนาปีเดือนมิ.ย.-ก.ค.2569

ตลาดหุ้นไทย” ระยะสั้นเม.ย.-พ.ค.2569 มีโอกาสปรับขึ้นจากการอัปเกรดกำไรกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี โดย EPS ตลาดอาจขยับขึ้นสู่ 97.3 บาท หากอิงค่า P/E 16 เท่า จะทำให้ดัชนีมีโอกาสขึ้นไปทดสอบระดับ 1,555 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิมก่อนเกิดความขัดแย้ง

ขณะที่ หุ้นกลุ่มที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง และไม่น่าถูกปรับลดประมาณการ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี นิคมอุตสาหกรรม และก่อสร้าง ส่วนกลุ่มเสี่ยงถูกปรับลดกำไร 5-10% ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกกำลังซื้ออ่อนแอ ไฟแนนซ์จากภาระต้นทุนเกษตรกร ท่องเที่ยว คาดนักท่องเที่ยวลดเหลือ 32-32.5 ล้านคน ขนส่งจากต้นทุนพลังงานสูง และอสังหาฯ จากยอด Presale ชะลอ

ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ รอจังหวะเข้าซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวลงสู่แนวรับสำคัญ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง

ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์การเจรจาระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ยังประเมินผลลัพธ์ได้ยาก แม้เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากฝั่งสหรัฐที่มีท่าทีจริงจังมากขึ้น ขณะที่อิหร่านยังคงไม่ไว้วางใจ

โดยประเด็นสำคัญที่สุดการเจรจาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์ แต่เป็นการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญของโลก ความเป็นไปได้ของการเจรจา ประเมินไว้ 3 รูปแบบ

ได้แก่ 1.ขยายเวลาการเจรจา หากยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ 2.บรรลุข้อตกลงบางส่วน ซึ่งถือเป็นกรณีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด 3.บรรลุข้อตกลงเต็มรูปแบบ ซึ่งยังมีโอกาสเกิดขึ้นต่ำระยะนี้ อย่างไรก็ตาม มองสถานการณ์ไม่น่ารุนแรงถึงขั้นใช้กำลังทางทหารหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร เนื่องจากสหรัฐให้ความสำคัญกับเส้นทางดังกล่าว

สำหรับ กลยุทธ์ลงทุนควรหลีกเลี่ยง กลุ่มร้านอาหาร และค้าปลีก จากกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ ส่วนกลุ่มที่แนะนำได้แก่ ธนาคารจากฐานะการเงินแข็งแกร่ง และการบริหาร NPL ที่ดี รวมถึงโรงไฟฟ้า เช่น GULF และ BGRIM จากโอกาสปรับขึ้นค่าไฟฟ้า และต้นทุนก๊าซที่ลดลง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น DELTA และ HANA รับอานิสงส์เทคโนโลยีโลก

พิริยพล คงวาณิช” ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน มีแนวโน้มใกล้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว แม้ระหว่างทางยังมีการแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่เป็นเพียงกลยุทธ์ในการต่อรอง โดยเชื่อว่าทุกฝ่ายยังต้องการเข้าสู่กระบวนการเจรจาสันติภาพ

ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นทั้งใน และต่างประเทศเริ่มคลายความกังวล ขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทยอยปรับตัวลดลงตามสถานการณ์ที่คลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม การปรับลดจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังมีโอกาสทรงตัวในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งในระยะสั้น

อย่างไรก็ตามในช่วงที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง และตลาดเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการแนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นที่มีกำไรเติบโต และมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยแบ่งเป็น 2 ธีมหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และโครงการภาครัฐได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติสู่ไทย หุ้นเด่น ได้แก่ WHA AMATA รวมถึงผู้ให้บริการไฟฟ้าในนิคมอย่าง GULF และ 2.กลุ่มหุ้นที่ราคาปรับตัวลงเกินพื้นฐาน ได้แก่ โรงพยาบาล โรงแรม และค้าปลีกจากปัจจัยหนุนฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงหน้าร้อน ช่วยเพิ่มทราฟฟิกในศูนย์การค้า

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์