“ธนาคารกสิกรไทย” มอง “ความเชื่อมั่น” คือก้าวต่อไปของการให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมเสนอแนวคิดยกระดับมาตรฐานกำกับดูแลสู่ความเป็นสากล ครอบคลุม 3 ระดับทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศ และผู้ใช้งาน ลดเวลา-ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม พร้อมเปิดโอกาสสู่การสร้างสรรค์การลงทุนรูปแบบใหม่
ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยในงาน “Money20/20 Asia 2026” ว่า โลกของสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเปลี่ยนผ่านจากระยะเริ่มต้นซึ่งเป็นระยะของการสำรวจ ไปสู่ยุคของการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อการใช้งานในวงกว้าง แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้เทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น เพื่อรองรับการทำธุรกรรมที่มีความสำคัญ ให้สามารถส่งมอบถึงมือผู้รับได้ตามที่ตกลงไว้
เป็นธรรมชาติของกลุ่มลูกค้าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ต้องการความเสี่ยงในการทำธุรกรรม และมีแนวโน้มที่จะเลือกผู้ให้บริการที่ไว้ใจได้ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังมีความไม่มั่นใจจะนำทรัพย์สินมาเก็บไว้บนระบบบล็อกเชน ซึ่งความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการจะถือเป็นหัวใจหลัก ที่จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้ได้
อีกด้านหนึ่งคือเกณฑ์กำกับดูแลที่ชัดเจน เช่น การนิยามความแตกต่างระหว่าง “เงิน หลักทรัพย์ และสินทรัพย์ดิจิทัล” ซึ่งต้องมีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล หากแต่ละประเทศมีนิยามที่ต่างกัน เช่น ประเทศหนึ่งมองว่าเป็นเงิน แต่อีกประเทศมองว่าเป็นสินทรัพย์ ก็อาจมีผลกระทบต่อเรื่องของภาษีและสร้างปัญหาให้กับการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนได้
การสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นต้องอาศัยการจัดระเบียบกฎเกณฑ์ใน 3 ระดับ ได้แก่
- ระดับที่ 1 การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี กล่าวคือ จะต้องมีกฎเกณฑ์สำหรับบล็อกเชนโดยเฉพาะที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น ข้อกำหนดเรื่องการยืนยันตัวตน หรือ KYC สำหรับผู้เปิดกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) รวมถึงการพิจารณาว่าจะอนุญาตให้เงินบาทไปอยู่บนบล็อกเชนสาธารณะหรือควรเป็นระบบปิดที่มีการคัดเลือกผู้ตรวจสอบ (Validators)
- ระดับที่ 2 การสร้างสรรค์ระบบนิเวศที่ต้องมีการกำหนดบทบาทของผู้ให้บริการอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เช่น การแยกหน้าที่ระหว่างผู้จัดการกองทุนและผู้ดูแลสินทรัพย์ออกจากกัน
- ระดับที่ 3 คือระดับของผู้ใช้งาน ซึ่งต้องทำให้การใช้งานมีความสะดวกและไร้รอยต่อมากที่สุด เช่น การอนุญาตให้สถาบันการเงินสามารถช่วยเหลือลูกค้าในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้ง่ายขึ้น ใกล้เคียงกับการซื้อขายสินทรัพย์ทั่วไป
ในการนี้การทบทวนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไม่ควรแยกส่วนกัน แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), และกรมสรรพากร เพื่อโครงสร้างการกำกับดูแลที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีตั้งแต่เริ่ม
โดยมาตรฐานทางกฎเกณฑ์รูปแบบใหม่นี้จะเปลี่ยนจุดเน้นในการกำกับดูแลแบบธนาคารต่อธนาคาร ไปเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยในสินทรัพย์และความมั่งคั่งของประชาชนซึ่งมีลักษณะเป็นองค์รวมมากขึ้น
ที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากธปท. ในการพัฒนาระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์บนบล็อกเชน (e-money on blockchain) เพื่อการแปลงเงินบาทเป็นสกุลเงินดิจิทัล และได้รับอนุญาตให้มีการใช้งานจริงภายใต้กรอบที่กำหนด แต่หลังจากนี้คาดว่าจะต้องมีการขยับจากระยะของการทดลองในแซนด์บ็อกซ์ไปสู่การพัฒนาเพื่อการใช้งานจริงในวงกว้าง โดยเฉพาะในเชิงธุรกิจซึ่งต้องมีการร่วมมือกับภาคเอกชนมากขึ้น
การเปลี่ยนผ่านและการพัฒนาในมิติต่าง ๆ คาดว่าจะต้องใช้เวลาและจะเห็นผลชัดเจนได้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยธนาคารกสิกรไทยได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ ผ่านบริษัท ออร์บิกซ์ เทรด จำกัด หรือ “ออร์บิกซ์” ซึ่งเป็นผู้ให้บริการการซื้อขายหลักทรัพย์ดิจิทัลที่มีใบอนุญาตครบวงจรทั้งการเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal), การเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) รวมถึงการเป็นนายหน้าและผู้จัดการกองทุน รวมถึงยังเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวในไทยที่มีใบอนุญาตรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Custody) อีกด้วย
ทั้งนี้ คาดว่าประโยชน์ที่ลูกค้าของธนาคารและประชาชนทั่วไปจะได้รับมีด้วยกัน 3 มิติ โดยมิติแรกคือการทำธุรกรรมการเงินจะสะดวกรวดเร็วขึ้น เช่น การโอนเงินไปต่างประเทศหรือการซื้อขายหลักทรัพย์จะไม่ต้องรอการชำระราคาและส่งมอบนานเหมือนในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนที่จะช่วยลดขั้นตอนและค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมให้มีราคาถูกลงสำหรับประชาชนทั่วไป
อีกด้านคือเพิ่มความปลอดภัยและการคุ้มครองทรัพย์สินผ่านระบบบล็อกเชน และการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในการเก็บรักษากุญแจรหัสผ่านด้วยตัวเองซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหายและกู้คืนไม่ได้
สุดท้ายคือการสร้างสรรค์นวัตกรรมการลงทุนใหม่ให้เกิดขึ้นโดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่หุ้นหรือหุ้นกู้ เช่น “Gold Investment Token” หรือโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่อ้างอิงกับทองคำจริง ซึ่งไม่เหมือนการซื้อทองรูปแบบเดิมเพื่อรอส่วนต่างราคาเท่านั้น แต่เจ้าของร้านทองสามารถนำทองคำในคลังไปบริหารจัดการเพื่อให้มีผลตอบแทนจ่ายคืนให้แก่ผู้ลงทุนในระหว่างปี อีกทั้งยังมีการรับประกันเงินต้นบนเงื่อนไขที่กำหนด
สำหรับ Gold Investment Token แม้จะเป็นการลงทุนในรูปแบบใหม่ แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริงผ่านระบบโทเคนภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับทั้งผู้ที่ต้องการระดมทุนและผู้ที่อยากลงทุน โดยในปัจจุบันได้มีการยื่นร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะสามารถออกเสนอขายได้ในไตรมาสที่ 3 ปี 2569





