"หุ้นไทย" ในวันนี้ (22 เม.ย. 2569) ปิดตลาดภาคเช้าอยู่ที่ 1,483.75 จุด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.25 จุด หรือคิดเป็น 0.02% นักวิเคราะห์ระบุว่าดัชนีหุ้นไทยได้แรงหนุนจากการคลายกังวลเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน ขยายเวลาออกไปไม่มีกำหนด ทางด้าน Moody's ปรับมุมมองไทยเป็น "stable" เตรียมพร้อมจับตามาตรการภาครัฐ
"หุ้นไทย" ในวันนี้ (22 เม.ย. 2569) ปิดตลาดภาคเช้าอยู่ที่ 1,483.75 จุด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.25 จุด หรือคิดเป็น 0.02%โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,488.68 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,477.05 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 39,285.76 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- KBANK ราคาปิด 190.50 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท หรือ 3.81% มูลค่าซื้อขาย 5,711.04 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 32.50 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.76% มูลค่าซื้อขาย 3,539.36 ล้านบาท
- BBL ราคาปิด 163.00 บาท ลดลง 4.50 บาท หรือ 2.69% มูลค่าซื้อขาย 2,768.64 ล้านบาท
- SCC ราคาปิด 232.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 1.75% มูลค่าซื้อขาย 2,435.79 ล้านบาท
- PTT ราคาปิด 34.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.46% มูลค่าซื้อขาย 2,400.78 ล้านบาท
บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) ระบุว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้แรงหนุนจากการคลายความกังวลสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ลดลง หลังวานนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความใน Truth social โดยมีใจความสำคัญระบุว่า
“จากการที่รัฐบาลอิหร่านมีความแตกแยกอย่างรุนแรง สหรัฐจะระงับการโจมตี และขยายเวลาหยุดยิงออกไป จนกว่าจะได้รับข้อเสนอของอิหร่าน ตามคำขอของปากีสถาน”
ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ได้ความหวังมาตรการรัฐ หลังนายกรัฐมนตรี และ รมว. มหาดไทย กล่าวถึงการประชุม ครม. เศรษฐกิจนัดแรกในวันที่ 27 เม.ย. 69 จะมีวาระสำคัญคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจและการเดินหน้าตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส
นอกจากนี้ รมต. ประจำสำนักนายกฯ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการจัดทำโมเดลที่เหมาะกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเบื้องต้นตั้งเป้าว่าจะมีประชาชนที่ได้รับสิทธิในโครงการนี้ราว 20-30 ล้านคน รวมถึงวงเงินใช้จ่ายที่ประชาชนได้รับในเฟส 2 จะมากกว่าเฟสแรก
ด้านบริษัทจัดอันดับเรตติ้ง Moody's ปรับเพิ่ม Outlook ไทยสู่ “มีเสถียรภาพ” จากเดิมที่เชิงลบ (Negative) และคงอันดับเครดิตไทยเอาไว้ที่ระดับ BAA1 คาดเป็นมุมมองเชิงบวก โดยสะท้อนให้เห็นถึงสมดุลความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงความเชื่อมั่นของสถาบันระดับโลกที่มีต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจไทย
ในวันนี้ (22 เม.ย.) คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,475 จุด แนวต้าน 1,500 จุด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มอง AMATA มีความน่าสนใจหลังตั้งเป้าเติบโต 2 เท่า และได้รับแรงหนุนจาก BOI เชิญธุรกิจระดับโลกเข้ามาลงทุนในไทย อีกด้าน ERW รับอานิสงส์นักท่องเที่ยวจีนโต 39% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แนวโน้มไตรมาส 1 ฟื้นหลังอัตราเข้าพักที่ 75%





