ผู้ต้องหา 3 รายในคดีปั่นหุ้น MORE ไม่มาตามนัดส่งฟ้องของอัยการในวันที่ 22 เมษายน 2569 นายสมนึก กยาวัฒกิจ หนึ่งในผู้ต้องหา ได้รับอนุญาตให้เลื่อนนัดไปเป็นวันที่ 21 พ.ค. 2569 เนื่องจากยื่นคำร้องขอความเป็นธรรม ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย คือ น.ส.ปุณฑรีก์ และนายอมฤทธิ์ หากไม่มาพบอัยการภายในวันเดียวกัน จะถูกประสาน DSI เพื่อติดตามตัวและเสี่ยงถูกศาลออกหมายจับ
คดีปั่นหุ้น MORE มูลค่าความเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท ที่อัยการกำหนดวันนี้ 22 เม.ย.2569 เป็น “วันสุดท้าย” ในการนัดส่งฟ้อง กลับสะดุดอีกครั้ง หลังผู้ต้องหาหลักทั้ง 3 รายไม่มาตามนัด ทั้งที่ก่อนหน้านี้เลื่อนมาแล้วกว่า 10 ครั้ง ทำให้มีความเสี่ยงถูกออกหมายจับ หากยังไม่เข้าพบภายในวันนี้
โดย วันที่ 22 เม.ย. 2569 ที่สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการได้นัดส่งฟ้องนายสมนึก กยาวัฒกิจ ประธานกรรมการบริษัทในเครือ ตงฮั้ว, น.ส.ปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ หรือ GSC และนายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MORE ต่อศาลในความผิดฐานร่วมกันสร้างราคาหลักทรัพย์ ฉ้อโกง อั้งยี่ และซ่องโจร ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าของวันนัดหมาย ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายยังไม่ปรากฏตัวต่อพนักงานอัยการแต่อย่างใด
สำหรับนายสมนึก กยาวัฒกิจ ประธานกรรมการบริษัทในเครือ ตงฮั้ว นั้น เป็นกำหนดการเดิมวันที่ 21 พ.ค.2569 หลังจากที่สมนึกได้ยื่นข้อร้องขอความเป็นธรรมผ่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการสอบสวนเพิ่มเติม
ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 2 ราย ได้แก่ น.ส.ปุณฑรีก์ และนายอมฤทธิ์ อัยการระบุว่าจะรอจนกว่าจะสิ้นสุดเวลาราชการในวันนี้ หากยังไม่เดินทางเข้าพบเพื่อฟังคำสั่งและนำตัวส่งฟ้องศาล จะประสานเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อติดตามตัวมาฟังคำสั่ง และเตรียมดำเนินการขอศาลออกหมายจับต่อไป หากยังคงไม่มาปรากฏตัวตามนัดหมาย
สำหรับเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 มีการส่งคำสั่งซื้อแบบ ATO ที่ราคา 2.90 บาทต่อหุ้น รวมกว่า 1,531 ล้านหุ้น มูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติกว่า 10 เท่า พร้อมกระจายคำสั่งผ่านโบรกเกอร์มากกว่า 10 แห่ง และใช้ช่องทาง NVDR เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้น
โดยความเสียหายรวมอยู่ที่ราว 4,500 ล้านบาท หลังผู้ซื้อไม่ชำระค่าหุ้น ทำให้โบรกเกอร์ต้องรับภาระแทน ขณะที่ ปปง. ได้อายัดทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง 36 รายการ มูลค่ากว่า 5,300 ล้านบาท
แม้ผู้เกี่ยวข้องบางส่วนอ้างว่าไม่รู้เห็น แต่ศาลพบหลักฐานเชื่อมโยง เช่น การใช้ IP Address เดียวกัน และเส้นทางการเงินที่โอนระหว่างกันจำนวนมาก จึงวินิจฉัยว่าเป็นการวางแผนหลอกลวงเพื่อขอวงเงินซื้อขายโดยไม่มีเจตนาชำระเงินจริง
คดีนี้จึงถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญของตลาดทุนไทย ในการรับมือการทุจริตรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและโครงสร้างบัญชีซับซ้อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำในอนาคต
โดยคดีหุ้น MORE ไม่ได้สะท้อนแค่พฤติกรรมปั่นหุ้นและฉ้อโกงเป็นขบวนการ แต่ยังชี้ให้เห็นช่องโหว่สำคัญของระบบตลาดทุน ทั้งการใช้บัญชีแทน การอำพรางตัวตนผ่าน NVDR และการใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงคำสั่งซื้อขายข้ามโบรกเกอร์ ซึ่งศาลพิจารณาจากเส้นทางการเงินและหลักฐานดิจิทัลแล้ว เห็นว่าเข้าข่ายความผิดทั้งฉ้อโกงและฟอกเงิน กลายเป็นบทเรียนให้หน่วยงานกำกับต้องยกระดับการตรวจสอบให้เข้มงวดมากขึ้น
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลแพ่งในคดีหุ้น MORE ซึ่งมีความยาวกว่า 1,100 หน้า ระบุถึงแผนการที่ซับซ้อนของผู้ต้องหารวม 42 ราย ที่ร่วมกันสร้างธุรกรรมอำพรางผ่านกลุ่ม “บัญชี” โดยมีการสั่งการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชัน Line และใช้โปรแกรมอัตโนมัติ (BOT) ในการส่งคำสั่งซื้อขาย
โดยขบวนการดังกล่าวยังใช้ “บัญชีตัวแทน” โดยเจ้าของบัญชีมอบ Username และ Password ให้ผู้อื่นส่งคำสั่งซื้อขายแทน แลกส่วนแบ่งผลประโยชน์ 70:30
อย่างไรก็ตาม คดีหุ้น MORE จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ชี้วัดความจริงจังของการบังคับใช้กฎหมาย และความสามารถของตลาดทุนไทยในการอุดช่องโหว่ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก





