วันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569

Login
Login

โบรกชี้ลุ้นเจรจาสันติภาพรอบใหม่ กดน้ำมันร่วง เตือนเพดานหนี้ไทย 75% เสี่ยงเครดิต ชู SJWD-BDMS-COM7 เด่น

โบรกชี้ลุ้นเจรจาสันติภาพรอบใหม่ กดน้ำมันร่วง เตือนเพดานหนี้ไทย 75% เสี่ยงเครดิต ชู SJWD-BDMS-COM7 เด่น

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า เริ่มมีความสดใสขึ้นจากความคาดหวังการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านน้ำมันขาดแคลนลดลง โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง 1.3% มาอยู่ที่ระดับ 86 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ความคืบหน้าล่าสุดระบุว่า อิหร่านพร้อมนั่งโต๊ะเจรจาโดยมีเงื่อนไขให้สหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมอิหร่านเสียก่อน ซึ่งอิหร่านกำลังส่งตัวแทนเดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (JD Vance) ก็มีกำหนดบินไปร่วมวงเจรจาด้วย
 

FED เมินลดดอกเบี้ย ตรึงยาว 3.75% หลังตลาดเลิกกลัวเศรษฐกิจถดถอย แม้น้ำมันจะราคาถูกลง แต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ยังคงมีความกังวลว่าผลกระทบจากสงครามในช่วงที่ผ่านมาอาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อผ่านต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง

จากข้อมูล FED Watch Tool ชี้ว่าตลาดคาดการณ์ให้ FED คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% ยาวไปตลอดทั้งปี 2569 นอกจากนี้ ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield 10Y-2Y) กำลังปรับตัวสูงขึ้นจนพ้นแดนลบกลับมาเป็นบวก (>0%) ซึ่งสะท้อนว่าตลาดเลิกกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) แล้ว เมื่อเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง FED จึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และสามารถมุ่งเน้นไปที่การควบคุมเงินเฟ้อได้อย่างเต็มที่

เตือนรัฐบาลกู้เพิ่ม 5 แสนล้าน - ขยายเพดานหนี้ 75% เสี่ยงกระทบเรทติ้งไทย สำหรับปัจจัยในประเทศ บล.เอเซีย พลัส จับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท พร้อมกับเตรียมขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP จากกรอบเดิม 70% เพิ่มเป็น 75% เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการกู้เงิน โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ระดับ 66.1% หากขยายเพดานเป็น 75% จะเปิดช่องให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มได้อีกถึง 9.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยเตือนว่า การขยายเพดานหนี้จะเป็นการเพิ่มภาระการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้และงบประมาณในการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังต่ำกว่าศักยภาพ (IMF คาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 เติบโตเพียง 1.5%) หากการกู้เงินไม่ก่อให้เกิดการเติบโตที่คุ้มค่า ไทยอาจมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) คล้ายกับเหตุการณ์ในเดือน เม.ย. 2025 ที่ Moody's เคยปรับลดมุมมองจาก Stable เป็น Negative

ฟันด์โฟลว์ไหลออกต่อเนื่อง ชูกลยุทธ์เก็บหุ้นรับสงครามคลี่คลาย ด้านตลาดหุ้นไทย (SET Index) ยังคงเผชิญความยากลำบากในการฟื้นตัว โดยกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังคงไหลออกอย่างหนัก หลังเทศกาลสงกรานต์ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้นไทย 3 วันทำการติดต่อกัน มูลค่ารวมสูงถึง 9 พันล้านบาท นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่:

1.)หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ถูกกดดัน จากราคาน้ำมันที่ย่อตัวลง ซึ่งกลุ่มนี้มีสัดส่วนกำไรถึง 1 ใน 3 ของตลาด

2.)หุ้น DELTA ติดเครื่องหมาย Trading Alert ทำให้ราคาลดลง 3% สวนทางกับหุ้นแม่ (2308 TT) ที่ไต้หวันซึ่งปรับขึ้นไปแล้วถึง 10% หลังสงกรานต์

3.)แรงกดดันจากการขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อจ่ายปันผลจากงบปี 2025 ที่จ่ายสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท (โต 38% YoY) ซึ่งจะกดดันดัชนีในช่วงที่เหลือของเดือน เม.ย. อีก 11.8 จุด และเดือน พ.ค. อีก 5.4 จุด

กลยุทธ์การลงทุน: บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้หลีกเลี่ยงความผันผวน และเน้นลงทุนใน "หุ้นที่ได้ประโยชน์จากสงครามผ่อนคลาย" ได้แก่ BDMS, PR9, GULF, GPSC, BGRIM, AOT, THAI, BA และ SJWD โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวันคือ SJWD, BDMS และ COM7 (ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำจับตาอุตสาหกรรม Robotaxi ในจีน ที่เตรียมเข้าสู่ช่วงเติบโตอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2026 โดยคาดการณ์ขนาดตลาด (TAM) เพิ่มขึ้นจากเดิม 25% แนะนำหุ้น BAIDU (DR: BIDU80), PONY AI (2026 HK) และ WERIDE (800 HK) รวมถึง ARM HOLDINGS (ARM US) ที่ราคาหุ้นปรับบวก 5% หลังประกาศรุกธุรกิจผลิตชิป AI สำหรับ Data Center และจับมือกับพันธมิตรใหญ่อย่าง META โดยมี Global Gem แนะนำคือ EXPE06 และ MICRON01)