ดัชนี S&P 500 ปิดแดนลบเมื่อคืนที่ผ่านมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสงครามสหรัฐ–อิหร่าน แนสแด็กหยุดสถิติขึ้นต่อเนื่อง 13 วัน
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐปิดตลาดวันจันทร์ (20 เม.ย. 69) อ่อนตัวลงหลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.24% ปิดที่ 7,109.14 จุด ส่วนดัชนีแนสแด็ก Nasdaq Composite ต่ำลง 0.26% ปิดที่ 24,404.39 จุด ยุติสถิติบวกต่อเนื่อง 13 วัน ซึ่งเป็นช่วงบวกยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992 ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ลดลง 4.87 จุด หรือ 0.01% มาปิดที่ 49,442.56 จุด
ในทางกลับกัน ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 ปรับตัวขึ้น 0.58% แตะ 2,792.96 จุด ทำสถิติระดับปิดสูงสุดใหม่ และระหว่างวันก็ทำจุดสูงสุดตลอดกาลใหม่เช่นกัน
นักลงทุนยังคงประสบความยุ่งยากที่จะสะท้อน “กรณีเลวร้ายที่สุด” ของสงครามเข้าไปในราคาได้อย่างเต็มที่ เมื่อพิจารณาจากการฟื้นตัวของตลาดจากระดับใกล้ภาวะปรับฐานกลับขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่
“สงครามกับอิหร่านตอนนี้กลายเป็นเรื่องในกระจกมองหลังสำหรับตลาดไปแล้ว” เดวิด แวกเนอร์ หัวหน้าฝ่ายหุ้นและผู้จัดการกองทุนของ Aptus Capital Advisors กล่าวกับซีเอ็นบีซี
หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ปรับขึ้น โดยกองทุน ETF กลุ่มซอฟต์แวร์เทคโนโลยี iShares Expanded Tech-Software Sector (IGV) บวกมากกว่า 1%
ทรัมป์ยังมีท่าทีแข็งกร้าว
เมื่อวันอาทิตย์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐได้ยิงขู่และยึดเรือบรรทุกสินค้าที่ชักธงอิหร่านในอ่าวโอมาน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ในปากีสถานที่สหรัฐเป็นผู้ริเริ่ม
ทรัมป์ ระบุในโพสต์บนสื่อโซเชียล Truth Social ว่า เรืออิหร่านลำดังกล่าว “อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของกระทรวงการคลังสหรัฐ เนื่องจากมีประวัติกิจกรรมผิดกฎหมายก่อนหน้านี้ ตอนนี้เราเข้าควบคุมเรือเต็มรูปแบบแล้ว และกำลังตรวจสอบว่ามีอะไรอยู่บนเรือบ้าง!”
ทรัมป์ ยังขู่จะทำลายโรงไฟฟ้าและสะพานทุกแห่งในอิหร่าน หากประเทศดังกล่าวไม่ยอมตกลงทำข้อตกลงกับสหรัฐ โดยข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศมีกำหนดจะสิ้นสุดลงภายในสัปดาห์นี้
ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้นตามสถานการณ์ โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดบวก 6.87% ที่ 89.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับขึ้น 5.64% ปิดที่ 95.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (แต่ต่อมาราคาปรับลง หลังมีข่าวอิหร่านจะส่งตัวแทนเข้าร่วมเจรจารอบใหม่กับสหรัฐ)
ก่อนหน้านี้ วอลล์สตรีทเพิ่งผ่านสัปดาห์ที่สดใส โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ หลังการประกาศหยุดยิงระหว่างอิหร่านและเลบานอน ในเวลานั้นอิหร่านยืนยันว่าได้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งแล้ว แต่ภายในวันเสาร์ การสัญจรทางเรือผ่านเส้นทางเดินเรือสำคัญดังกล่าวกลับถูกจำกัดอีกครั้ง โดยสื่อของทางการอิหร่านระบุว่าสหรัฐฯ “ไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของตน”
ทรัมป์ ย้ำว่า สหรัฐจะคงการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซไว้จนกว่าอิหร่านจะยอมรับข้อเรียกร้องของสหรัฐ แม้อิหร่านจะออกแถลงการณ์ในทางตรงกันข้ามก็ตาม
แวกเนอร์เชื่อว่าตลาดหุ้นที่พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ครั้งนี้ยังมีแรงขับต่อไปข้างหน้า
“หลายคนบอกว่าควรต้องมีการ ‘รีเซ็ตมูลค่า’ เพราะเชื่อว่าที่ผ่านมา ตลาดแพงเกินไปอยู่หลายปี ผมไม่เห็นด้วยเลย” เขากล่าวเสริม “ปัจจัยด้านกำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ช่วยสร้างเกราะป้องกันหรืออำนาจยิงให้ตลาดเดินหน้าต่อไปได้ ... ผมคิดว่าภาพรวมสำหรับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นในอนาคตอันใกล้ดูดีทีเดียว ทั้งจากการขยายตัวของมูลค่าตลาด และการเติบโตของกำไร”





