จับตาบอร์ด “ซีพีออลล์” มีมติ “ไม่เห็นชอบ” แผนโอน 3 บริษัทย่อยเข้ากลุ่ม “เวอร์ชวลแบงก์” ของเครือซีพี หวั่นกระทบศักยภาพการแข่งขันและฐานกำไรหลัก ด้านราคาหุ้นร่วง 2.63% “บล.บัวหลวง” มองกระทบราคาหุ้นระยะสั้น เหตุต้องรอผลโหวต 29 พ.ค. นี้ “บล.หยวนต้า” มองกังวลกระทบกำไรจะลดลง “บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส” มองเชิงพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่งและเติบโตต่อเนื่องตามแผน
เป็นประเด็นร้อนแรงทันที ภายหลังบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2569 คณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) มีมติโดยกรรมการผู้ไม่มีส่วนได้เสียมีมติไม่เห็นด้วยในการให้ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของ “ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา” (Virtual Bank) ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยเครือเจริญโภคภัณฑ์
โดยมีความเห็นสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทที่เห็นว่า บริษัทย่อยของบริษัททั้ง 3 แห่งดังกล่าว มีบทบาทสำคัญและเชื่อมโยงกับธุรกิจหลักของบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยเป็นกลไกหลักในการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน สร้างรายได้ และสนับสนุนการเติบโตของร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่น
ขณะที่ ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น CPALL วานนี้ (20 เม.ย.69) ปรับตัวลดลงตั้งแต่เปิดตลาด โดยหุ้น CPALL ทำจุดต่ำสุดของวันอยู่ที่ 45.25 บาท ก่อนจะมาปิดตลาดอยู่ที่ 46.25 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 2.63% สะท้อนราคาหุ้นระยะสั้นยัง “ถูกกดดัน” จากความไม่ชัดเจน ดังนั้น ผูู้ถือหุ้นรายย่อยคือตัวแปรสำคัญในวันประชุมผู้ถือหุ้น 29 พ.ค. 2569
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)บัวหลวง เปิดเผยว่า หลัง บมจ. ซีพี ออลล์ หรือ CPALL ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีมติการปรับโครงสร้างบริษัทย่อย เพื่อรองรับทิศทางธุรกิจ Virtual Bank ของกลุ่มคอร์ปอเรท โดยเรามีมุมมองเป็น “กลาง” (Neutral) แม้ภาพรวมความชัดเจนจะเริ่มมีมากขึ้น แต่ยังคงมีปัจจัยกดดันราคาหุ้นในระยะสั้น
จากการชี้แจงล่าสุด มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการเสนอมติปรับโครงสร้าง เกิดจาก CP group (ผู้ได้รับใบอนุญาต virtual bank) ได้รับคำแนะนำให้พิจารณารวบรวมธุรกิจการเงินในเครือไว้ภายใต้บริษัทเดียวกัน โดยทาง CPALL มองว่าการปรับโครงสร้างบริษัทย่อยครั้งนี้อาจทำเกิดความซับซ้อนการดำเนินงานในอนาคต บอร์ดจึงมีมติไม่เห็นชอบกับการปรับโครงสร้าง
ดังนั้น การโหวตผู้ถือหุ้นครั้งนี้เป็นเพียงการอนุมัติในหลักการให้มีการนำบริษัทย่อยเข้ารวมกลุ่มธุรกิจ virtual bank ของเครือหรือไม่ จึงยังไม่มีเปิดเผยสิ่งตอบแทนและการจัดทำ IFA แต่อย่างใด และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะร่วมลงทุนธุรกิจธนาคารไร้สาขาในอนาคตในรูปแบบอื่นอีกหรือไม่ เพราะผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นเกิน 10% มีอำนาจในการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นได้
แม้การชี้แจงจะช่วยลดความคลุมเครือลงไปได้บ้าง แต่มองเป็นกลางต่อข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้จากประชุมยังคงมองว่าตราบใดที่ผลโหวตยังไม่ชัดเจนจนถึงวันที่ 29 พ.ค. ประเด็นนี้น่าจะยังเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้นต่อราคาหุ้น CPALL และ CPAXT ดังนั้น แนะนำ “รอซื้อ” CPALL ประเมินราคาเป้าหมายที่ 60 บาท และ “ถือ” CPAXT ประเมินราคาเป้าหมายที่ 17 บาท
นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ราคาหุ้น CPALL เผชิญแรงกดดันภายหลังบริษัทแจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยประเด็นหลักมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อแผนปรับโครงสร้างธุรกิจการเงินภายในเครือ เพื่อรองรับการขอใบอนุญาต Virtual Bank
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกังวลจากการที่คณะกรรมการบริษัทไม่เห็นชอบแผนโอนย้าย 3 บริษัทย่อยด้านการเงินไปยัง ACM Holding Asset Money ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมธุรกิจการเงินไว้ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด เนื่องจาก ต้องรอการตัดสินใจจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 พ.ค. นี้ โดยมองว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยจะเป็นตัวแปรสำคัญในการลงมติครั้งนี้
โดย 3 ประเด็นหลักที่กดดันราคาหุ้นในระยะสั้น ประการแรก ความเสี่ยงต่อกำไรสุทธิ เนื่องจากบริษัทย่อยทั้ง 3 แห่งที่อยู่ในแผนโอนย้าย สร้างสัดส่วนกำไรราว 20% ของกำไรรวม ทำให้ตลาดกังวลว่าการปรับโครงสร้างอาจกระทบฐานกำไรอย่างมีนัยสำคัญ
ประการที่สอง ความไม่ชัดเจนของสิ่งตอบแทน นักลงทุนยังไม่ทราบแน่ชัดว่า CPALL จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบใด ระหว่างเงินสด หรือการแลกหุ้น ซึ่งหากเป็นการถือหุ้นในธุรกิจใหม่ ก็จะทำให้บริษัทต้องรับความเสี่ยงร่วมกับกิจการ Virtual Bank
และประการสุดท้าย ความเสี่ยงของธุรกิจ Virtual Bank ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งโดยธรรมชาติของธุรกิจมักต้องใช้เวลา และอาจขาดทุนในระยะแรก ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่า CPALL อาจต้องรับรู้ผลขาดทุน แทนรายได้ที่มีความมั่นคงจากธุรกิจเดิม
ทั้งนี้ หากผลโหวตในวันที่ 29 พ.ค.2569 ออกมาเป็นไม่เห็นด้วยต่อแผนโอนย้ายธุรกิจ ความกังวลเรื่องกำไรอาจหายไปจะคลี่คลายลง และมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้ในระยะถัดไป
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส บอกว่า คาดการณ์กำไรหลัก (core profit) งวดไตรมาส 1 ปี 2569 ไว้ที่ 8.06 พันล้านบาท เติบโต 6.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน 10.9% ไตรมาสก่อน ซึ่งการขยายตัวมาจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven) ที่แข็งแกร่งขึ้น และการขยายสาขา CVS อย่างต่อเนื่อง รวมถึงยอดขายที่เติบโตและมาร์จินที่ดีขึ้น คาดจะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเล็กน้อยที่ 20 ล้านบาท
นอกจากนี้ SSSG กลับมาเป็นบวก 1.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย, การใช้จ่ายก่อนการเลือกตั้ง, จำนวนนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัว ทำให้จำนวนลูกค้าเพิ่มเป็น 976 คน/สาขา/วันและขนาดการซื้อ (Ticket size) คาดอยู่ที่ 88 บาท/บิล ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน





