วันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569

Login
Login

‘ทีทีบี-เคเคพี’ ไตรมาส1กำไรแกร่ง ตั้งสำรองฯ ‘วิกฤติตะวันออกกลาง’

‘ทีทีบี-เคเคพี’ ไตรมาส1กำไรแกร่ง ตั้งสำรองฯ ‘วิกฤติตะวันออกกลาง’

“ทีทีบี” โชว์กำไรสุทธิไตรมาส 1/69 แกร่ง 5,170 ล้านบาท เติบโต 1.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน รับ “รายได้ค่าธรรมเนียม-รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย” เพิ่มขึ้น 10.2% หนุนรายได้รวมแตะ 16,732 ล้านบาท บริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพ คุมหนี้เสียระดับต่ำที่ 2.9% พร้อมตั้งสำรองเพิ่มรับความเสี่ยงตะวันออกกลาง “เคเคพี” เผยไตรมาส 1/69 กำไรสุทธิ 1,955.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.2% จากรายได้ “ค่าฟี” ที่เพิ่มขึ้น รวมถึง “ผลขาดทุนขายรถยึด” และตั้งสำรองลดลงแม้ตั้งสำรองพิเศษ รองรับสถานการณ์ตะวันออกกลาง

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า ทีทีบี และบริษัทย่อย รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 5,170 ล้านบาท ใกล้เคียงไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนความสามารถรักษาระดับผลประกอบการได้ ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอและดอกเบี้ยขาลง

‘ทีทีบี-เคเคพี’ ไตรมาส1กำไรแกร่ง ตั้งสำรองฯ ‘วิกฤติตะวันออกกลาง’

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแกร่ง โดยหนี้เสียทรงตัวต่อเนื่อง 6 ไตรมาส อยู่ที่ราว 39,000 ล้านบาท ขณะที่ อัตราหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ 2.9% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายทั้งปีที่ไม่เกิน 3.2% ซึ่งธนาคารเพิ่มความระมัดระวังต่อความไม่แน่นอนจากตะวันออกกลาง ด้วยการตั้งสำรองเพิ่ม ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสำรองเพิ่ม 10% จากไตรมาสก่อน และดันอัตราส่วนสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) ขึ้นสู่ 154%

 

 

 

 

สำหรับ กลยุทธ์บริหารสินเชื่อและเงินฝากอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดผลกระทบจากดอกเบี้ยนโยบายขาลง ทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ทรงตัว ลดลงเพียง 1.0% จากไตรมาสก่อน

ขณะที่ รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 10.2% จากรายได้ลงทุน ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม และบัตรเครดิต หนุนรายได้รวมแตะ 16,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% QoQ

ขณะที่ เตรียมขอผู้ถือหุ้นอนุมัติขยายวงเงินซื้อหุ้นคืนเป็น 35,000 ล้านบาท จากเดิม 21,000 ล้านบาท พร้อมขยายกรอบเวลาเป็น 4 ปี เพื่อเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้นและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาหุ้น

ด้านการช่วยเหลือลูกค้า ธนาคารเปิดตัวโครงการ “ผ่อนดี ได้ดี” ใช้แนวคิด Risk-based Pricing เป็นแห่งแรกของไทย พร้อมเดินหน้ามาตรการช่วยลดภาระหนี้ ผ่านโครงการรวบหนี้ ผ่อนดีมีรางวัล และคุณสู้ เราช่วย

ช่วงที่เหลือของปี ทีทีบียังเน้นเติบโตอย่างระมัดระวัง ผ่าน 6 Ecosystem รุกลูกค้า Wealth สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ และสนับสนุน SME เข้าถึงแหล่งทุน ควบคู่การช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจและราคาพลังงาน

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,955.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่ 84.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,061.62 ล้านบาท โดยหลักเกิดจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย การปรับลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึด และการปรับลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สะท้อนความสามารถ ในการกระจายรายได้ในระดับที่ดี รวมถึงสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจํานวน 4,216 ล้านบาท ปรับลดลง 5.2% หากเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 โดยหลักจากรายได้ดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง 14.4% ยังคงเป็นผลต่อเนื่องจากการชะลอตัวของสินเชื่อซึ่งเป็นไปตาม มาตรการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อไปในประเภทที่มีคุณภาพสูง และการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อตามการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ด้านค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยปรับตัวลดลงในระดับที่ดีที่ 30.9% หากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ตามการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่องและทิศทาง อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับตัวลง ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสําหรับไตรมาส 1 ปี 2559 และ 1 ปี 2568 โดยอยู่ที่ 4.6% อยู่ในระดับทรงตัวกับไตรมาส

ขณะที่ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจํานวน 2,483 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นในระดับที่ดีที่ 64.7% จากไตรมาส 1 ปี 2568 โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับเพิ่มขึ้น 23.8% จากไตรมาส 1 ปี 2568 มาจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในส่วนของรายได้ที่เกิดจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้จากธุรกิจการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไคม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจการจัดการกองทุน ตามการเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการหรื ทํารายการ (Asset under Advise Asset under Platform และ Asset under Management) รวมถึงภาวะตลาดที่มีการปรับตัวดีขึ้น

ธนาคารสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานมีจํานวน 3,261 ล้านบาท ปรับลดลง 7.2% จากไตรมาส 1 ปี 2568 จากการลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่มี จํานวน 331 ล้านบาท ยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่องที่ 52.3% หากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ตามปริมาณรถยึดที่ยังคงทยอยปรับตัวลดลง 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายไตรมาส 1 ปี 2569 ธนาคารได้เริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวลดลงเล็กน้อยของราคารถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งอาจเป็นผลสืบเนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งธนาคารจะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป 

ขณะที่ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ยังควบคุมได้ในระดับที่ดี ทั้งนี้หากไม่รวม รายการที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินรอการขาย อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานต่อรายได้สุทธิสําหรับไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 43.7% ปรับลดลงจากไตรมาส 1 ปี 2568 ที่อยู่ที่ 46.8% 

ธนาคารอาศัยหลักความรอบคอบในการพิจารณาตั้งสํารองตามแบบจําลองการวัดมูลค่าผล ทำให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสําหรับไตรมาส 1 ปี 2569 มีจํานวน 961 ล้านบาท ปรับลดลง 12.9% หากเทียบกับจํานวน 1,104 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2568 โดยได้รวมการพิจารณาตั้งสํารองพิเศษ (Management Overlay) รองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอน รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และอาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงอาจส่งผลกระทบถึงคุณภาพสินเชื่อได้ในระยะต่อไป

สําหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและรายการขาดทุนจากการขายรถยึด (credit cost) คิดเป็นอัตรา 1.50% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ปรับลดลงจาก 1.97% ในไตรมาส 1 ปี 2568 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อที่ธนาคารได้ดําเนินมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 142.3% ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 จาก 131.0% ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2568