วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน 2569

Login
Login

‘หุ้นโลก’ เริ่มตั้งหลักสงครามซา ‘กูรู’ แนะระวัง ‘น้ำมันผันผวน’ ตัวชี้วัด ‘ผลตอบแทนลงทุน’

‘หุ้นโลก’ เริ่มตั้งหลักสงครามซา ‘กูรู’ แนะระวัง ‘น้ำมันผันผวน’ ตัวชี้วัด ‘ผลตอบแทนลงทุน’

สงครามอิหร่าน-สหรัฐ” ที่ยืดเยื้อมากกว่า 1 เดือน “กดดันตลาดการเงินทั่วโลก” จาก “ราคาพลังงานพุ่ง” และ “ความไม่แน่นอน” ส่งผลให้หุ้นหลายประเทศ “ร่วงแรง” ขณะที่ ภาพของ “เศรษฐกิจ” เริ่มชะลอตัว สอดคล้องกับ “กูรู” มองว่าตลาดเริ่ม “ตั้งหลัก” หลังผ่าน “จุดผันผวนสูงสุด” ไปแล้ว แม้ความเสี่ยงยังปกคลุมอยู่ โดยเฉพาะ “ราคาน้ำมัน” ที่ยังเป็นตัวแปรสำคัญ 

ข้ามฝั่งมาดูที่ “ตลาดหุ้นไทย” ภาพของการลงทุนยัง “แข็งแกร่งกว่าภูมิภาค” แม้ว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดัน ดังนั้น คำถามสำคัญคือ “ตลาดหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุด” ไปแล้วหรือยัง และควรวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างไรต่อไป

พิริยพล คงวาณิช” ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาเผชิญแรงขายอย่างหนัก ดัชนีหุ้นหลักในหลายประเทศปรับตัวลดลงรุนแรง โดยเฉพาะในประเทศ “ผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ” อย่างอินเดียที่ได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น

ขณะที่ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ทั้งตลาด Dow Jones, NASDAQ และ S&P 500 ต่างปรับตัวลงถ้วนหน้า เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ทั้ง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ที่เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน สะท้อนจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน และความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยกลับปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดอื่น และถือว่า “แข็งแกร่ง” เนื่องจากโครงสร้างดัชนีมีสัดส่วน “หุ้นกลุ่มพลังงาน” สูงราว 20% ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มี “กระแสเงินทุน” ไหลเข้ามา ซึ่งช่วยพยุงดัชนีหุ้นไทย 

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นจากระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแตะระดับ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานในประเทศที่เพิ่มขึ้น ราคาดีเซลในไทยปรับขึ้น รวมทั้งสินค้าโภคภัณฑ์อื่น เช่น อะลูมิเนียม ปุ๋ย และเม็ดพลาสติก ต่างปรับราคาสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อภาคธุรกิจในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน แรงกดดันภายในประเทศสหรัฐก็เพิ่มสูงขึ้น จากกระแสการประท้วงต่อต้านสงครามที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ส่งผลให้คะแนนนิยมของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ แนวโน้มตลาดในระยะถัดไป ประเมินว่าอยู่ใน “ภาวะบวก” อย่างระมัดระวัง โดยมองความผันผวนได้ “ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว”  และตลาดจะเริ่มตอบสนองต่อข่าวสงครามลดลง แม้สถานการณ์จะยังไม่ยุติเต็มที่ แต่เริ่มเข้าสู่ช่วงผ่อนคลายความตึงเครียด

ดังนั้น ในส่วนของ “หุ้นไทย” คาดมีโอกาสปรับตัวขึ้นเพื่อปิดช่องว่าง และเคลื่อนไหวในกรอบไซด์เวย์บริเวณระดับ 1,500 จุด เพื่อรอความชัดเจนจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในไตรมาส 1 ปี 2569 และไตรมาส 2 ปี 2569

บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การลงทุนทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ภายใต้สถานการณ์สงคราม เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน หลังผ่านช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรงที่สุดไปแล้ว โดยความตื่นตระหนกของนักลงทุนเริ่มลดลง และตลาดกำลังเปลี่ยนโฟกัสกลับไปที่ปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

ทั้งนี้ ในช่วงดังกล่าว สินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ “ตลาดหุ้นในเอเชียเหนือ” เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีความต้องการใช้พลังงานสูง ประกอบกับก่อนเกิดสงครามราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมามาก เมื่อเผชิญความไม่แน่นอนจึงเกิดแรงขายทำกำไรออกมาอย่างรุนแรง 

อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ “ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น” ที่ก่อนหน้านี้ร่วงลงกว่า 10% ล่าสุดปรับตัวกลับมาติดลบไม่ถึง 1% เมื่อเทียบกับช่วงต้นเดือนมี.ค.2569

ขณะที่ “หุ้นไทย” ยังคงแสดงความแข็งแกร่งเหนือภูมิภาค โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 3% จากช่วงเริ่มต้นของสถานการณ์ความขัดแย้ง สะท้อนแรงหนุนจากปัจจัยเฉพาะตัว และกระแสเงินทุนที่ยังไหลเข้า

ในด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นราว 37% นับจากต้นเดือนมี.ค.2569 ขณะที่ “ราคาทองคำ” ปรับตัวขึ้นมาอยู่บริเวณ 4,800 ดอลลาร์ หลังจากย่อตัวลงไปแถว 4,500-4,600 ดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้า สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอน

สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในช่วงถัดไป คาดว่าความผันผวนจะเริ่มลดลง และนักลงทุนจะให้น้ำหนักกับผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของธนาคารขนาดใหญ่ในสหรัฐที่จะเริ่มทยอยประกาศ โดยประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลข “กำไร” แต่รวมถึงมุมมองแนวโน้มในอนาคตของผู้บริหาร ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางตลาด และจิตวิทยาการลงทุน

ธนพงศ์ เจริญวัฒนกิจ” ผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หลังผ่านสถานการณ์สงครามที่กระทบต่อภาพรวมการลงทุนทั่วโลก ตลาดยังคงอยู่ในภาวะผันผวนเป็นหลัก โดยมีราคาน้ำมันเป็นตัวแปรสำคัญที่ใช้สะท้อนระดับความกังวลของนักลงทุน ขณะที่เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น จนนำไปสู่การปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ในช่วง 1 เดือนกว่าที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวผันผวนอย่างมาก ซึ่งเคยปรับตัวขึ้นไปเหนือระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะย่อลงมาอยู่บริเวณราว 97 ดอลลาร์ สำหรับน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ดังนั้น หากราคาน้ำมันยังไม่สามารถปรับตัวลงไปต่ำกว่าระดับ 80 ดอลลาร์ได้ จะสะท้อนนักลงทุนยังคงมีความกังวลต่อสถานการณ์สงครามอยู่ โดยปกติ “สินทรัพย์เสี่ยง” จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาน้ำมัน และเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ตลาดหุ้น และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นมักเผชิญแรงกดดัน

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียด “กลุ่มพลังงาน” สามารถปรับตัวขึ้นได้โดดเด่น โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ อย่าง Exxon Mobil และ Chevron ขณะที่ “กลุ่มเทคโนโลยี” และ “สินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ” ปรับตัวลดลงจากความกังวลด้าน “เงินเฟ้อ” และแนวโน้ม “เศรษฐกิจ” 

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐได้รับ “ผลกระทบจำกัด” เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น เนื่องจากเป็น “ผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ” และพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่ไม่สูง

นอกจากนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ “เงินเฟ้อ” และ “การบริโภคภายในประเทศ” ซึ่งหากออกมาต่ำกว่าคาดไว้ อาจกดดันให้ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวใน “เชิงลบ” และจำกัดโอกาสการปรับตัวขึ้นในระยะสั้น

โดยในเชิง “กลยุทธ์การลงทุน” เน้นการกระจายความเสี่ยงเป็นหลัก จากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง “การเก็งกำไรสามารถทำได้” เพียงในสัดส่วนจำกัด และเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงเท่านั้น และควรเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่ม Defensive เพื่อช่วยรักษาระดับ “กำไร” และ “ลดความผันผวนของพอร์ต” 

‘หุ้นโลก’ เริ่มตั้งหลักสงครามซา ‘กูรู’ แนะระวัง ‘น้ำมันผันผวน’ ตัวชี้วัด ‘ผลตอบแทนลงทุน’

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์