โบรกคาด “SCC” พลิกทำกำไรไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 5 พันล้าน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 350% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังรับรู้กำไรสต็อกกว่า 4 พันล้าน ด้านส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ปรับตัวขึ้น 5-10% จากปัญหาด้านซัพพลาย ชดเชยผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงจากการปิดโรงงาน ROC ในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา
นายปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า คาดการณ์กำไรสุทธิบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 5,008 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 356% จากช่วงเดียวกันปีก่อน พลิกจากขาดทุน 3,692 ล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2568
แม้โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) จะได้รับผลกระทบจากปัญหาวัตถุดิบและต้องหยุดผลิตตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. แต่ผลประกอบการธุรกิจปิโตรเคมียังมีแนวโน้มดีขึ้นหลังได้แรงหนุนจากกำไรสต็อกสินค้าคงคลังสูงกว่า 3,500 ล้านบาท ตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก
เหตุการณ์สงครามตะวันออกกลางทำให้ผู้ผลิตปิโตรเคมีหลายแห่งต้องหยุดดำเนินการผลิต หนุนส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ HDPE PP ปรับตัวขึ้น 5-10% จากการปัญหาด้านซัพพลาย ด้วยโรงงานหลายแห่งเสียหายและอาจต้องใช้เวลาราว 3 ปีในการฟื้นฟูความสามารถการผลิต
ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างฟื้นตัวตามปัจจัยฤดูกาล หลังรับรู้รายได้การปรับโครงสร้างธุรกิจ ช่วยลดค่าใช้จ่ายราว 1,000 ล้านบาท ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปรับตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนหลังค่าใช้จ่ายลดลง และผลการดำเนินงานของบริษัท Fajar ในอินโดนีเซียฟื้นตัว
คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 ที่ 14,808 ล้านบาท โดยสัดส่วนกำไรไตรมาส 1 คิดเป็น 34% ของทั้งปี ส่วนช่วงที่เหลือของปีคาดรับรู้กำไรเพิ่มขึ้นเต็มไตรมาส จากซัพพลายตึงตัวหนุนส่วนต่างราคาปิโตรเคมีเพิ่ม
รายได้เงินปันผลเพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่ครึ่งปีหลังคาดจะเติบโตจากปีก่อน หลังการปรับโครงสร้างธุรกิจช่วยลดค่าใช้จ่ายราว 4,300 ล้านบาทต่อปี รวมถึงการเร่งตัวของโครงการก่อสร้างภาครัฐ
ประเมินราคาเหมาะสมใหม่ที่ 260 บาท PBV ที่ 0.9 เท่า แนะนำ “ซื้อ” มองราคาหุ้นยัง Laggard ตลาดมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการ หลังหุ้นมีปัจจัยหนุนจากทิศทางผลประกอบการฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสนี้
ขณะที่นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า คาดการณ์กำไรสุทธิ SCC ในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 5,714 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 136% จากช่วงเดียวกันปีก่อน พลิกจากขาดทุนสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ 3,692 พันล้านบาท
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้กำไรสต็อกที่มากถึง 4,330 ล้านบาท และไม่มีขาดทุนพิเศษจากการด้อยค่าสินทรัพย์ เหมือนไตรมาส 4 ปี 2568 ที่มีการประกาศเลิกธุรกิจแพลตฟอร์ม “NocNoc” และ SCG Distribution and Retail
โดยคาดว่า SCC จะมีกำไรจากการดำเนินงาน อยู่ที่ 1,388 ล้านบาท พลิกจากผลขาดทุนในไตรมาสก่อนที่ 78 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกำไรจากธุรกิจธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเนื่องจากปัจจัยฤดูกาลของดีมานด์ซีเมนต์ในประเทศ ขณะที่ราคาขายในประเทศปรับเพิ่มขึ้น 2.5% จากไตรมาสก่อน
นอกจากนี้ ธุรกิจปิโตรเคมีขาดทุนลดลง แม้ยอดขายจะลดลง 5% จากไตรมาสก่อน จากการประกาศหยุดเดินเครื่องผลิตชั่วคราวของโรงงาน ROC หลังได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซในตะวันออกกลางตั้งแต่ 10 มี.ค. แต่ส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ที่ฟื้นตัว เพียงพอจะชดเชยผลกระทบจากยอดขายที่ลดลง
ด้านธุรกิจแพคเกจจิ้ง SCGP คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 1 จะอยู่ที่ 1.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากราคาขายปรับเพิ่มขึ้น ต้นทุนผลิตรวมลดลงเพียงพอชดเชยราคาต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาถ่านหิน
ในไตรมาส 2 ปี 2569 คาดว่า กำไรจากการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 หลังธุรกิจปิโตรเคมีกลับมามีกำไรจากส่วนต่างราคาเม็ดพลาสติกปรับเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 400 ดอลลาร์ต่อตัน
พร้อมทั้งปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 เพิ่มขึ้น 83% จากประมาณการเดิมเป็น 13,126 ล้านบาท หรือลดลง 7% จากปีก่อน สะท้อนการปรับสมมติฐานราคาเม็ดพลาสติกที่เพิ่มขึ้น
ปรับคำแนะนำเป็น “ถือ” ที่ราคาเป้าหมายใหม่ 234 บาท จากเดิม 180 บาท ฝั่งธุรกิจซีเมนต์พีอี 12 เท่า และ SCGP ที่พีอี 23.1 เท่า
โดยแม้ว่าธุรกิจปิโตรเคมีจะได้ประโยชน์จากการที่ส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ที่ฟื้นตัว แต่ยังมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนสำหรับการจัดหาวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม





