จาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในไตรมาสแรกของปี 2569 กลับเผยให้เห็นสัญญาณบวกที่น่าสนใจ “คนไทยไม่ได้ตกเป็นเหยื่อสุ่มสี่สุ่มห้าอีกต่อไป” ด้วยยอดขอคำปรึกษาผ่านสายด่วน 1207 ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่า สะท้อนถึงเกราะป้องกันด่านแรกที่เข้มแข็งขึ้น
ผสานกับการผนึกกำลังแบบ 360 องศาระหว่าง ก.ล.ต. และตำรวจสอบสวนกลาง ที่เพิ่งโชว์ผลงานอายัดทรัพย์ “ทุนเทา” ไปกว่า 20,000 ล้านบาท ก.ล.ต. รายงานสถิติล่าสุดจากศูนย์ปฏิบัติการ “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน” โทร. 1207 กด 22 เผยให้เห็นถึงพลวัตที่น่าสนใจของปัญหาภัยทางการเงินในประเทศไทย
โดยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 (1 ม.ค.-31 มี.ค.2569) พบว่ามีประชาชนติดต่อขอรับคำปรึกษาและแจ้งเบาะแสสูงถึง 3,473 ครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 70% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 2,029 ครั้ง ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ตัวเลขการให้คำปรึกษาโดยเฉพาะที่พุ่งขึ้นถึง 391% จาก 650 ครั้งในไตรมาส 1 ปี 2568 มาเป็น 3,194 ครั้งในไตรมาสนี้ สะท้อนว่าประชาชนตื่นตัวและรู้จักขอคำแนะนำก่อนตัดสินใจลงทุนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หากพิจารณาไส้ในของสถิติจะพบประเด็นที่น่าจับตามอง คือ ยอดการติดต่อเพื่อ “ขอคำปรึกษาในเรื่องการหลอกลงทุน” ที่ทะยานขึ้นไปถึง 3,194 ครั้ง ในเวลาเพียง 3 เดือน คิดเป็นเกือบ 40% ของยอดรวมทั้งปี 2568 ซึ่งมียอดอยู่ที่ 8,287 ครั้ง
ตัวเลขนี้สะท้อนถึงนัยสำคัญ 2 ประการ คือ 1. กลโกงมิจฉาชีพมีความแนบเนียนขึ้น จนทำให้นักลงทุนเกิดความลังเลและเลือกที่จะตรวจสอบก่อนตัดสินใจ และ 2. ความสำเร็จในการประชาสัมพันธ์ ที่ทำให้ ประชาชนจดจำช่องทาง 1207 กด 22 ได้ในฐานะ “เกราะป้องกันแรก” ก่อนสูญเสียทรัพย์สิน สำหรับบัญชีโซเชียลมีเดียที่ถูกระบุว่าเข้าข่ายหลอกลงทุน ก.ล.ต. ประสานให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มปิดกั้นรวม 279 บัญชี โดยเน้นการประสานงานโดยตรงกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นหลัก สามารถดำเนินการได้ครบ 100% ภายในเวลาเพียง 7 นาทีถึง 48 ชั่วโมงหลังแจ้ง
อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจ คือ การยกระดับความร่วมมือกับ “หน่วยงานภาครัฐ” ที่มีความเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนมี.ค.2569 ที่มีการดึง ตำรวจสอบสวนกลาง เข้ามาร่วมจัดทำกระบวนการปิดกั้นอย่างเต็มรูปแบบ
เสริมทัพจากความร่วมมือเดิมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ก.ย. 2567 ซึ่งถือเป็นการบูรณาการแบบ 360 องศา เพื่ออุดรอยรั่วและตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ล่าสุด ก.ล.ต. และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมมือเชื่อมโยงข้อมูลการกระทำความผิดทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างครอบคลุมและเป็นรูปธรรม โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิด นำไปสู่การยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน รวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งได้มีการแถลงความคืบหน้าของคดีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569
“พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย” ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ย้ำว่า การสืบสวนคดีซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลจำเป็นต้องบูรณาการข้อมูลกับ ก.ล.ต. เพื่อขยายผลได้รวดเร็วและครอบคลุม
ขณะที่ “พรอนงค์ บุษราตระกูล” เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า การเชื่อมโยงข้อมูลช่วยให้การบังคับใช้กฎหมาย มีเอกภาพ และเป็นหนึ่งใน 5 มาตรการสกัดกั้นทุนเทา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในตลาดทุนไทยระยะยาว
สำหรับภาพรวมสถานการณ์การหลอกลวงลงทุนในปัจจุบันถือเป็น ภัยคุกคามที่รุนแรงและมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
“เอนก อยู่ยืน” รองเลขาธิการ และในฐานะโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ชี้ให้เห็นว่า มีสาเหตุจาก “รูปแบบการหลอกลวงที่มีความซับซ้อนและปรับเปลี่ยนเร็ว” มิจฉาชีพเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงได้ตลอดเวลาและทำได้ง่ายขึ้น เช่น การนำใบหน้าของบุคคลอื่น มาแอบอ้าง (Deepfake) นอกจากนี้ยังมีการสร้างแพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ปลอม ที่ดูเหมือนมีการซื้อขายจริง มีการโชว์ตัวเลขเงินในระบบเพื่อให้เหยื่อตายใจ แต่ในความเป็นจริงเป็นเพียงตัวเลขหลอกที่ไม่สามารถถอนออกมาได้จริง อีกทั้งการปรับตัวของมิจฉาชีพบนโซเชียลมีเดียมิจฉาชีพทำงานกันเป็นอาชีพและวนเวียนอยู่ในหลายแพลตฟอร์ม เช่น Line หรือ TikTok หากถูกบล็อกบัญชีหนึ่ง ก็จะสลับไปใช้อีกบัญชีหนึ่งอย่างต่อเนื่อง
แม้จำนวนผู้เสียหายจากการหลอกลงทุนอาจน้อยกว่าการหลอกซื้อของออนไลน์ แต่ “เม็ดเงินความเสียหายต่อคนนั้นสูงกว่ามาก” โดยมีตั้งแต่หลักหมื่น หลักแสน ไปจนถึงหลักล้านบาท
แนวทางการรับมือนั้น “เอนก” กล่าวว่าปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้นำ เทคโนโลยี AI มาช่วยในการตรวจจับ และร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Google และ Line ในการสกัดกั้น อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่สามารถจัดการให้หมดไปได้ 100% จึงจำเป็นต้องเน้นการสร้าง ความตระหนักรู้ (Awareness) ให้ประชาชนช่วยกัน “เคาะกระดิ่ง” หรือส่งสัญญาณเตือนภัยแก่กัน
“การจัดการปัญหาไม่สามารถทำได้เบ็ดเสร็จโดยหน่วยงานเดียว 100% แต่ต้องอาศัยการร่วมมือกันของทุกคนในการเป็นหูเป็นตา”





