ความผันผวนของ “เศรษฐกิจโลก” จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ กลับส่งให้ “กลุ่มปิโตรเคมี” กลายเป็น “ดาวเด่น” รับอานิสงส์จากซัพพลายที่ตึงตัวหนัก ดังนั้น แนวโน้มกลุ่มปิโตรเคมีไทยในช่วงต้นปี 2569 มีสัญญาณฟื้นตัว “คึกคัก” โดยเฉพาะในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 2569 สะท้อนผ่านราคาหุ้นกลุ่มปิโตรฯ ปรับตัวขึ้นร้อนแรงนำโดยหุ้นบมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) ,บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)และ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แรงหนุนสำคัญของ “กลุ่มปิโตรเคมี” รอบนี้มาจากผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่คาดว่าจะออกมา “โดดเด่น” อย่างมาก จากปัจจัย Supply Disruption ซึ่งเกิดจากสถานการณ์สงครามที่ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด กระทบการขนส่งและทำให้ปริมาณปิโตรเคมีในตลาดหายไป ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตในอดีตที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นแต่ซัพพลายยังคงอยู่
นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังคงยืนอยู่ในระดับสูง แม้ต้นทุนน้ำมันจะเพิ่มขึ้นตามก็ตาม จึงกลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้กำไรของบริษัทในกลุ่มนี้โดดเด่นกว่าคาด
อย่างไรก็ตาม มองว่าไตรมาส 1 ปี 2569 อาจเป็นจุดสูงสุดของปี ก่อนที่แนวโน้มกำไรจะเริ่มชะลอลงในไตรมาส 2 ปี 2569 สะท้อนว่าปัจจัยบวกหลายอย่างอาจรับรู้ไปในราคาหุ้นแล้ว ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ความคาดหวังต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างประเทศมหาอำนาจ เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อทิศทางตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยได้รับผลกระทบจากสงคราม ซึ่งช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นให้เป็นบวกมากขึ้น
“แม้ในอนาคตจะมีโอกาสเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ซัพพลายบางส่วนอาจไม่สามารถกลับมาได้ทันที จากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ระดับสเปรดยังมีแนวโน้มทรงตัวสูงได้ในช่วงหนึ่ง”
ส่วนในแง่พฤติกรรมนักลงทุนสถาบันยังคงมีความจำเป็นต้องถือครองหุ้นในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากภาวะสงคราม เช่น พลังงานและปิโตรเคมี ต่อไปอีกระยะ เนื่องจากความไม่แน่นอนของหุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศยังคงสูง จากแรงกดดันด้านกำลังซื้อและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี มุมมองเชิงกลยุทธ์เริ่มเปลี่ยนไป แนะนำให้นักลงทุนทยอยลดน้ำหนักการลงทุน โดยเฉพาะในช่วงก่อนการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2569 ซึ่งราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นรับข่าวดีจนเกินมูลค่าที่เหมาะสม
ส่วนในภาพระยะยาว แม้กลุ่มปิโตรเคมียังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับหลายอุตสาหกรรม แต่ด้วยข้อจำกัดของการเติบโตหลังผ่านจุดสูงสุดของกำไรไปแล้ว ทำให้กลยุทธ์หลักในช่วงนี้ไม่ใช่การไล่ราคา หากแต่เป็นการใช้จังหวะตลาดเชิงบวกในการล็อกกำไร และลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนอย่างมีวินัย
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า แนวโน้มคาดการณ์ “กำไร” ของธุรกิจปิโตรฯ ในไตรมาส 2 ปี 2569 มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นทั้งช่วงเดียวกันปีก่อน และ ไตรมาสก่อน เนื่องจากมีความเสี่ยงสงครามลดลง แต่ด้วย “อุปทานที่หายไป” ยังหนุนส่วนต่างราคาปิโตรเคมี (chemical spreads) ต่อเนื่อง แม้สถานการณ์ความขัดแย้ง อิหร่านและสหรัฐกับบอิสราเอลจะเริ่มผ่อนคลายลง
ดังนั้น มองว่า “ผลกระทบที่แท้จริง” ต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ที่ความเสียหายของฝั่งอุปทาน ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว เนื่องจากโรงงานหลายแห่งที่หยุดผลิต และการประกาศ เหตุสุดวิสัย (force majeure) ในช่วงก่อนหน้า ทำให้ กำลังการผลิตบางส่วนหายไปจากระบบการกลับมาเดินเครื่องและเพิ่มกำลังการผลิตต้องใช้เวลา ไม่สามารถฟื้นกลับได้ทันที ส่งผลให้ ภาวะอุปทานตึงตัวยังคงอยู่
แม้ความเสี่ยงสงครามจะลดลงแล้ว ภายใต้ภาพนี้ ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีมีแนวโน้มยืนในระดับสูงต่อเนื่อง และมีโอกาสเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ทรงตัวจากไตรมาสก่อน ในเชิงโครงสร้างบริษัทที่มีการใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก อย่าง PTTGC และ IVL แนะ “ซื้อ” จะได้เปรียบจากความเสถียรด้านต้นทุนความเสี่ยงด้านวัตถุดิบต่ำและสามารถ รักษาอัตรากำไรได้ดีกว่า ในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานโลกยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่หัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี กล่าวว่า สำหรับภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น จากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในปีนี้ที่คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 75-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยระดับ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นช่วงที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย อีกทั้ง ต่างราคา (Spread) ดีขึ้นผลิตภัณฑ์สายโพลิเมอร์ (PE, PP) มีแนวโน้มดีขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัว
นอกจากนี้ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อวัฏจักรธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่รอบขาขึ้นในช่วงปี 2569-2571 จากภาวะอุปทานตึงตัว ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีรายอื่น เช่น PTTGC และ IVL ถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไรเช่นกัน จากแนวโน้มอุปสงค์ที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะจากประเทศจีน





